บทนำ : กลิ่นโชย?!

กลิ่นโชย?!

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทยและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงผลกระทบกรณีที่ 21 ส.ส.กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถูกขับออกจากพรรคพลังประชารัฐว่า รัฐสภาเป็นระบบเสียงข้างมาก ส.ส. 21 คน กลายเป็นตัวแปร มีผลต่อองค์ประชุม ขณะนี้สภามี 473 เสียง เกินกึ่งหนึ่งคือ 238 เสียง ดังนั้น 21 เสียง ทำให้เสียงข้างมากทำงานไม่ได้ จะให้ฝ่ายค้านไปเป็นองค์ประชุมอาจจะขัดกับรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แล้วแต่เสียงข้างมากจะทำหน้าที่อย่างไร ถ้าเห็นแก่ประเทศชาติ กฎหมายสำคัญๆ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภา ก็ควรจะพิจารณาให้ถี่ถ้วน ถ้าเสียงข้างมากพร้อม ฝ่ายค้านก็พร้อมร่วมทำหน้าที่

ผู้นำฝ่ายค้านเสนอว่า 2 เรื่องที่รัฐบาลควรกระทำ คือ 1.นายกฯลาออก เปลี่ยนคณะรัฐมนตรี 2.ยุบสภา คืนอำนาจให้ประชาชนไปตัดสิน 3.ไม่ควรใช้วิธีการยึดอำนาจ รัฐประหาร เพราะมีกลิ่นออกมาว่าจะมีการใช้วิธีนี้ จึงขอคัดค้าน ขอเรียกร้องไปถึงผู้มีอำนาจอย่าได้คิดวิธีการนี้ ประเทศชาติจะล่มจมและเสียหายมาก อย่าคิดว่าเมื่อยึดอำนาจแล้วจะกลับมาบริหารประเทศที่ผุพังอย่างนี้ได้ จะเอาเงินที่ไหนมาบริหาร ความเสียหายต่อประเทศจะใหญ่หลวง ประชาชนจะขาดความเชื่อมั่น อาจมีการลุกฮือต่อต้าน จลาจล ต่างประเทศไม่ยอมรับ ใครจะคบค้าสมาคมกับประเทศไทย ปัจจัยที่จะนำไปสู่รัฐประหาร คือการสืบทอดอำนาจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่กล้ายุบสภา เพราะเลือกตั้งแล้วประชาชนตัดสิน จะเปลี่ยนรัฐมนตรี ปรับคณะรัฐมนตรีเองก็ติดยอมหักไม่ยอมงอ โอกาสที่จะประนีประนอมจึงยากมาก

เป็นมุมมองและข้อสังเกตที่ไม่ควรมองข้าม การเมืองในระบอบรัฐสภาจะไม่มีทางตัน เปิดหนทางให้มีการเปลี่ยนแปลงตามเหตุผลและความจำเป็นของสถานการณ์ และตามความต้องการของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรี ลาออก หรือยุบสภา และการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น รวมถึงการปรับเปลี่ยนตัวบุคคลให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของประเทศ การที่ไปยึดมั่นในอำนาจมากเกินไป ไม่ยอมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพราะกลัวสูญเสียอำนาจ จะทำให้สังคมสะสมความไม่พึงพอใจ เกิดแรงต่อต้าน จนอาจเป็นเงื่อนไขของการล้มกระดาน ดังที่ผู้นำฝ่ายค้านได้กลิ่นก็ได้

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon