‘ก้าวไกล’ หาเสียงในค่ายทหาร ชูธงปฏิรูปกองทัพ สกัดการเกิด รปห. ชวนเลือกเบอร์ 6

‘ก้าวไกล’ ลุยค่ายทหาร ปราศรัยหาเสียงเลือกตั้งซ่อมหลักสี่ ชูธงปฏิรูปกองทัพ ชวนทหารเลือก ‘เพชร กรุณพล’ อย่ายอมให้เกิดรัฐประหารอีก เย้ยรัฐบาลไม่ใช่คู่แข่งอีกต่อไป

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 27 มกราคม ที่กรมยุทธโยธาทหารบก เขตจตุจักร นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองเลขาธิการพรรค ร่วมเวทีปราศรัยหาเสียงให้กับนายกรุณพล เทียนสุวรรณ หรือเพชร ผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กทม. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร พรรคก้าวไกล เบอร์ 6 ท่ามกลางทหารและครอบครัวที่มาร่วมฟังเป็นจำนวนมากจนเต็มห้องประชุม

นายพิธาปราศรัยว่า ยืนยันว่าพรรคก้าวไกลเล็งเห็นความสำคัญของภารกิจของ ยย.ทบ. เห็นความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางทหาร เราพร้อมที่จะยืนอยู่เคียงข้างกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารชั้นผู้น้อย และยังเห็นว่าเป้าหมายของกองทัพมีความเป็นมืออาชีพและงบประมาณของกองทัพไม่ได้เบียดเบียนภาษีของประชาชนจนมากเกินไป

นายพิธากล่าวว่า สิ่งที่ยอมรับไม่ได้คือเมื่อทหารกับประชาธิปไตยไม่ได้ยืนอยู่คู่กัน ตั้งแต่การทำรัฐประหารครั้งแรกเมื่อปี 2490-2557 เรามีรัฐประหารไปแล้ว 11 ครั้ง เฉลี่ยแล้วทุกๆ 6 ปีจะมีรัฐประหาร 1 ครั้ง นี่เป็นสิ่งที่พรรคก้าวไกลยอมรับไม่ได้และเชื่อว่าพลทหารชั้นผู้น้อยก็ยอมรับไม่ได้เช่นกัน เพราะการมีโครงสร้างแบบนี้ทำให้ประเทศไทยไม่ไปถึงไหน ทำให้ปัญหาที่ยังซ้ำซากจำเจ ทั้งปัญหาปากท้อง ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ โรคระบาดของคนและสัตว์ ทั้งหมดนี้การเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาแบบนี้ได้ ไม่ว่าเรื่องปฏิรูปกองทัพ หรือเรื่องอำนาจหน้าที่ของทหารชั้นผู้น้อย เรื่องงบประมาณ เรื่องกำลังพล เรื่องโครงสร้างกองทัพ ตนอยากให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันผ่านระบบรัฐสภา

“ถ้าท่านเห็นด้วยว่าต้องการเห็นความมั่นคงของชาติ ต้องการเห็นกองทัพที่ทันสมัย เป็นมืออาชีพ ต้องการเห็นสวัสดิการที่ดีขึ้น แต่ไม่ยอมให้มีการทำรัฐประหารทุกๆ 6 ปีอีกแล้ว ท่านต้องเลือกนายกรุณพล เพราะเขามีประสบการณ์ตรง เนื่องจากเป็นลูกหลานของบุคลากรที่อยู่ในหน่วยงานความมั่นคงเหมือนกัน” นายพิธา กล่าว

พิธา

ด้านนายรังสิมันต์ปราศรัยว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาการเมืองหนึ่งที่เกิดขึ้นมาตลอดคือรัฐประหาร และต้องยอมรับว่าทหารจำนวนมากไม่เกี่ยว แต่คนที่เกี่ยวคือนายพลไม่กี่คนที่ใช้พวกท่านไปรัฐประหาร ไปรังแกประชาชนและอำนาจมาจากประชาชน วันนี้รัฐบาลไม่ใช่คู่แข่งของนายกรุณพลอีกต่อไป เพราะ 1.ขนาด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา อดีตเลขาฯพปชร. ยังไม่เอาเขาเลย ถามว่าพรรคการเมืองแบบนี้จะเป็นคู่แข่งของนายกรุณพลได้หรือไม่

รังสิมันต์ปราศรัยว่า 2.ตั้งแต่มีการจัดเลือกตั้งซ่อมหลักสี่-จตุจักร มีใครเคยไปฟังเวทีปราศรัยของผู้สมัครเบอร์ 7 หรือไม่ เขาไม่มีปราศรัยใหญ่ นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าพรรค พปชร.ยอมแพ้ต่อการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้แล้ว 3.ขึ้นเวทีดีเบตทีไร ไม่ว่าจะโทรทัศน์กี่ช่องก็ไม่ไป ตอนนี้เป็นการแข่งกันแค่ 2 พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยทั้งคู่ นั่นคือพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ดังนั้น ไม่ค่อยกังวลว่านอกจากสองพรรคนี้แล้วจะสามารถชนะเลือกตั้งได้ ถ้าแข่งขันกันด้วยวิธีการปกติ นอกจากนี้ พรรคก้าวไกลยังมีการเตรียมอาสาสมัครจำนวนมากที่จะช่วยกันจับโกงด้วย

นายรังสิมันต์ปราศรัยต่อว่า พรรคก้าวไกลพร้อมที่จะพุ่งเข้าหาปัญหา เราได้พิสูจน์ในสภามาหลายครั้งแล้วว่าการทำหน้าที่ของเราเพื่อทหาร ตำรวจ และข้าราชการชั้นผู้น้อย เราถูกใส่ร้ายมากมายว่าเรารังเกียจกองทัพ เข้ามาเพื่อยกเลิกกองทัพ แต่เชื่อได้ว่าถ้าทหารชั้นผู้น้อยถูกรังแก นายกรุณพลจะเป็นคนที่ยืนหยัดต่อสู้เพื่อปกป้อง เราไม่ใช่พรรคการเมืองที่เกี้ยเซียะประนีประนอม แต่เราพร้อมชนกับปัญหา นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เราตั้งคำถามกับนายพลที่หลายๆ ครั้งเขาหาประโยชน์จากท่านมากกว่าทำเพื่อประเทศ

“พรรคก้าวไกลอยากเห็นกองทัพที่ทันสมัย ที่เราทำมาแล้ว คือเสนอร่าง พ.ร.บ.ยกเลิกบังคับการเกณฑ์ทหาร แม้จะไม่สำเร็จ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่อนุมัติ แต่ในอนาคตถ้าเรามีอำนาจมากพอได้เป็นรัฐบาล สิ่งที่เราจะทำทันทีคือการเสนอร่างนี้อีกครั้ง เราต้องยุติการบังคับเกณฑ์ทหารแล้วเปลี่ยนเป็นระบบสมัครใจ ไม่ว่าชายหรือหญิงที่อายุตั้งแต่ 18-40 ปี มาสมัครมาได้ เงินเดือนสวัสดิการจะดีกว่าที่เป็นอยู่ เป็นทหารอาชีพที่ไม่ต้องไปรับใช้คุณหญิงคุณนายอีกต่อไป ได้รับทุนการศึกษา มีโอกาสเติบโตในหน้าที่การงานครองชั้นยศถึงพันโทด้วย

“นอกจากนี้ เราจะพัฒนาอุตสาหกรรมทางทหารใหม่ แทนที่จะซื้ออาวุธแล้วหักหัวคิว จะได้ไม่ต้องไปสูญเสียงบประมาณให้กับต่างประเทศ อีกทั้งจะเกิดการจ้างงานเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของที่ดินกองทัพ ธุรกิจกองทัพที่อยู่กับมือนายพลไม่กี่คน ต้องนำมาสร้างรายได้ให้กับประเทศ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่” นายรังสิมันต์กล่าว

รังสิมันต์

นายกรุณพลปราศรัยว่า ตนมีความผูกพันกับข้าราชการ กับทหาร เพราะพ่อจบโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีเพื่อนเป็นทหารหลายคน ที่ผ่านมาได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของข้าราชการรวมถึงทหารมาตลอด สิ่งหนึ่งที่มีคำถามมาก คือทำไมนายทหารหลายคนที่เกษียณจากนายพลแล้วมีเงินเก็บมากมาย เขาบอกว่าไม่ได้โกง แต่เงินส่วนนี้บางครั้งก็มาจากการทำธุรกิจซึ่งขูดรีดเอาจากทหารชั้นผู้น้อย มีทั้งขายเสื้อ กางเกง กางเกงใน รองเท้า ภาษีของประชาชนเหล่านี้แทนที่จะใช้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือทหารชั้นผู้น้อยควรจะได้ใช้ข้าวของเครื่องใช้ที่มีประสิทธิภาพกลับไม่ได้ ขณะที่รายได้จากตรงนี้ก็ดันตกไปอยู่กับนายทหารไม่กี่คนที่ถืออำนาจในการใช้จ่ายงบประมาณพวกนี้

นายกรุณพลกล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเมื่อก่อนเครื่องแบบทหารเป็นเครื่องแบบที่ลูกผู้ชายที่ทุกคนอยากสวมใส่ ตนก็เช่นกัน แต่เมื่อโตขึ้นกลับรู้สึกผิดหวัง เพราะได้เห็นความเหลวแหลกของระบบ เห็นการใช้เงิน ใช้เส้นสาย ไต่เต้าไปมีอำนาจ ทหารชั้นผู้น้อยเมื่อเริ่มรับราชการ ครอบครัวของเขาอยู่บ้านพักทหารแบบไหน 30 ปีผ่านไปก็ยังคงเป็นอย่างนั้น ขณะที่นายทหารนายพลมีบ้านใหญ่โต เมียขับรถหรู มีกระเป๋าแบรนด์เนมราคาแพงใช้ และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่พรรคก้าวไกลเรามีนโยบายปฏิรูปกองทัพ เพื่อทำให้ทหารชั้นผู้น้อยอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีสวัสดิการ และอยู่อย่างที่ผู้คนชื่นชม ทำให้คนภาคภูมิใจในเครื่องแบบทหาร

กรุณพล

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon