คำ ผกา เขียนถึงร่างรธน. “โลกสวยคือปัญหา”

โลกสวยคือปัญหา

ไม่มีอะไรที่ผิดความคาดหมายสำหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับคุณมีชัย เพราะได้อุดช่องโหว่ของความผิดพลาดทางการเมืองที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

อันที่จริง รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้โอบอุ้ม อุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นมรดกทางภูมิปัญญาของปัญญาชนฝ่ายต่อต้านการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

(และนั่นแทบจะทำให้เราต้องมาศึกษาอุดมการณ์ของการเคลื่อนไหวต่อต้านเผด็จการทหารของนักศึกษาในปี 2516 และ 2519 ใหม่ทั้งหมด ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วขบวนการคนหนุ่มสาวที่เราเคยเชื่อว่าเป็นการลุกฮือเพื่อต่อต้านเผด็จการนั้น เป็นการต่อต้านเผด็จการนั้น ถึงที่สุดพลังทางอุดมการณ์ที่ใช้ในการต่อต้านเผด็จการกลับเป็นพลังทางอุดมการณ์ของฝ่ายอนุรักษนิยม โดยเฉพาะในมิติของวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเชิดชูความเป็นไทย การให้น้ำหนักกับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม (ของผู้ปกครอง หรือผู้มีตำแหน่งทางการเมือง) การประณามการคอร์รัปชั่น มากกว่าการพูดถึงหลักการสากลของระบอบประชาธิปไตยและความเป็น “โลกิยะ” ของโลกการเมืองแบบประชาธิปไตย และถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ปรากฏในงานเขียนของกลุ่มหนุ่มสาวคนเดือนตุลาฯ ทั้ง 16 และ 19 มีทั้งความโรแมนติกในลักษณะของการถวิลหาสังคมในอุดมคติแบบสุดโต่ง เช่น “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” —-ซึ่งประชาธิปไตยในความเป็นจริงมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้น ต่อให้ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่ประชาชนก็ต้องสู้รบปรบมือกับนักการเมือง ต้องต่อรอง ต้องได้รับผลประทบจากนโยบายรัฐ ทว่า นั่นแหละคือ “วิถีทางของประชาธิปไตย” ประชาธิปไตย ไม่ได้สัญญาว่าจะให้ “ท้องฟ้าสีทอง” ท้องฟ้าประชาธิปไตยเป็นท้องฟ้าช้ำเลือดช้ำหนอง แต่เราต้องการมันเพราะมันคือท้องฟ้าช้ำๆ มืดๆ ที่เราเป็นเจ้าของและเข้าไปต่อรองอะไรต่อมิอะไรได้ แม้จะไม่ชนะ!!)

สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาในรัฐธรรมนูญปี 2540 คือการไม่ไว้วางใจนักการเมือง การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระด้วยความเชื่อว่าต้องมี “คนดีมีคุณธรรม” มาตรวจสอบนักการเมือง มันคือการไม่ไว้วางใจกลไกตรวจสอบ ถ่วงดุลของตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

และนั่นก็คือการสะท้อนถึงความไม่ไว้ใจในศักยภาพ และวิจารณญาณของประชาชน

ถามว่าใครคือคนที่ไม่ไว้ใจวิจารณญาณของประชาชน?

พวกเขาไม่ใช่ใครที่ไหน ไม่ใช่ทหาร ไม่ใช่เผด็จการผู้บ้าอำนาจ แต่คือส่วนใหญ่ของเหล่าปัญญาชนผู้ต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย

คือเหล่าภาคประชาสังคมที่ออกมาต่อสู้ตั้งแต่ปี 16 ปี 19 ปี 35 (ธีรยุทธและเพื่อน, ประเวศและเพื่อน, สุริยะใสและเพื่อน, สนธิ จำลองและเพื่อน ฯลฯ)

พวกเขาต้องการประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยที่มีข้อแม้ นั่นคือ ข้อแม้ของพวกเขาคือลึกๆ แล้ว เขาเห็นว่า “ประชาชนยังโง่อยู่ – จน เครียด กินเหล้า ขายเสียง เหยื่อบริโภคนิยม ทุนนิยม”

เมื่อเป็นเช่นนั้น รัฐธรรมนูญปี 2540 จึงมีทั้งการกำหนดให้ผู้สมัคร ส.ส. ต้องจบปริญญาตรีขึ้นไป (และได้รับการยอมรับทั้งที่มันขัดกับหลักการว่าด้วยความเสมอภาคพื้นฐานของมนุษย์ที่รัฐธรรมนูญเองให้การรับรอง) และกำเนิดขององค์กรอิสระสารพัดองค์กร ไม่นับการขึ้นมามีความสำคัญของฝ่ายตุลาการเหนือฝ่ายการเมือง

ทว่า ข้อผิดพลาดที่ฝ่ายปัญญาชนประชาธิปไตยในอุดมคติและคลั่งคุณธรรมคิดไม่ถึงคือ รัฐธรรมนุญปี 2540 ได้สร้างสิ่งใหม่ให้กับวัฒนธรรมการเมืองไทย

การขจัดพรรคเล็กพรรคน้อยออกจากการเมืองทำให้มีเพียงสองพรรคการเมืองใหญ่ที่จะแข่งขันในสนามการเลือกตั้งผ่านนโยบายที่สัญญาไว้กับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง

แล้วก็ดั๊นนนนนนนน มีคนแบบทักษิณที่ตั้งพรรคไทยรักไทย

แล้วก็ดั๊นนนนนนน ผลักดันโครงการ นโยบายที่ไปทำให้ “ประชาชน” รากหญ้าทั้งหลายเข้มแข็ง ชูคอ ลอยหน้าลอยตาในสังคม เป็นที่ขวางหูขวางตา “ชนชั้นกลางเก่า” เป็นยิ่งนัก

ย้อนกลับไปที่รัฐธรรมนูญปี 2540 ถ้าพรรคการเมืองใหญ่ของไทยมีคุณภาพเท่ากับพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าพรรคมีคุณภาพเท่ากับคุณอภิสิทธิ์ ทั้งสองพรรค และประชาชนไม่ได้ลืมตาอ้าปาก ชูคอ ขวางหูขวางตา น่ารำคาญ การรัฐประหารปี 2549 อาจจะไม่เกิดขึ้น

และคนที่จะมีบทบาทในการโอบอุ้มประชาชน และเป็น “ฝ่ายค้าน” กับรัฐบาล คือ บรรดาบุคคลและคณะบุคคลที่เรียกตัวเองว่าภาคประชาสังคมนั่นเอง

จากนั้น Myth หรือ มายาคติ ที่จะอยู่คู่สังคมไทยไปอีกชั่วกัลปาวสาน คือ นักการเมืองยังไงก็เลว นักการเมืองคือกลุ่มคนที่อาศัยการหลอกลวงประชาชนผู้ไร้เดียงสามาแสวงหาอำนาจรัฐเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กอบโกยความมั่งคั่งเพื่อตนและพวกพ้อง

ส่วนพระเอกหรือฮีโร่ของสังคม คือ ปัญญาชนผู้ทรงคุณธรรม ความดี ภูมิปัญญา รักชาวบ้าน ปกป้องทรัพยากรและผืนป่า ชูคุณค่าภูมิปัญญาตะวันออก

ขณะเดียวกันก็สั่งสมบารมีแห่งคุณธรรมความดีในนั้นในการเข้าไปบริหารสารพัดโครงการภายใต้จุดมุ่งหมายเพื่อยกระดับความสุขความดีของสังคม

สิ่งที่ตามมาคือ บรรดานายทุนที่ไม่อยากโดนคนกลุ่มนี้โจมตีก็ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ (แปลว่าร่วมเป็นแหล่งทุน) ที่คนเหล่านี้ดูแลและบริหารเพื่อจะได้ประทับตราว่าเป็น “นายทุนที่มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคม)

แต่โชคร้ายที่สังคมไทยดันมีคนแบบทักษิณเกิดขึ้นมา การกระจายอำนาจที่วางไว้ในรัฐธรรมนุญปี 2540 ผนวกเข้ากับพลังประชาธิปไตยกินได้แบบประชานิยมก็ยิ่งทำให้ประเทศดูเสื่อมทรามในสายตาของปัญญาชนคนดี เพราะพวกเขากลายเป็นวัตถุที่ชาวบ้านเยาะเย้ยถากกาง

และหลายครั้งชาวบ้านที่เป็นเครือข่ายปราชญ์ท้องถิ่นก็ขัดแย้งกับชาวบ้านรากหญ้าประชานิยมที่สมาทานเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจแบบนีโอลิเบอรัลที่ดูทรามทางคุณธรรมเสียเหลือเกิน

เราปล่อยสังคมแบบนี้ไว้ไม่ได้หรอก การรัฐประหาร 2549 จึงเกิดขึ้น และยิ่งชัดเจนว่าเราปล่อยให้เชื้อพันธุ์ของประชานิยมที่สร้างชาวบ้านผู้ดื้อรั้น ยโส อย่างที่ปรากฏตัวมาเป็นมวลชนเสื้อแดงไว้ไม่ได้โดยเด็ดขาด เพราะมวลชนเหล่านี้ช่างเหิมเกริม ไม่รู้กฎกติกา มารยาท ว่าด้วยตำแหน่งแห่งหนทางจักรวาลวิทยาว่าด้วยช่วงชั้นทางอำนาจของวัฒนธรรมไทยและพวกแหล่านี้ยังพยายามจะทำลายตำแหน่งแห่งหนเหล่านั้นลงอย่างไม่ไยดีอีกด้วย

อุดมการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตยที่เป็นผลงานของปัญญาชนฝ่ายต่อต้านคณะราษฎรเป็นอุดมการณ์ที่ครองอำนาจนำในปริมณฑลทางภูมิปัญญาของไทย โดยเฉพาะในแวดวงนักหนังสือพิมพ์ นักเขียน วรรณกรรม วิชาการ มาโดยตลอด คนอย่าง สอ เสถบุตร คึกฤทธิ์ ปราโมช ม.จ.สิทธิพร กฤดากร โชติ คุ้มพันธุ์ มาลัย ชูพินิจ นายหนหวย ฯลฯ (โปรดดูรายละเอียดของเรื่องนี้โดยพิสดาร จากบทความของ ณัฐพล ใจจริง ชื่อ “ฝันจริงของนักอุดมคติ “น้ำเงินแท้” รื้อ 2475 สร้างระบอบกลายพันธุ์” ในหนังสือ “ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ”)

ในขณะที่งานของปัญญาชนฝ่ายคณะราษฎรแทบจะไม่ปรากฏในพื้นที่ว่าด้วยการเรียนประวัติศาสตร์ ภาษา และวรรรณกรรม ของไทยเลย

และผู้นำสายคณะราษฎรยังได้รับการแปะป้ายว่าเป็น “ฟาสซิสต์” เช่น จอมพล ป. พิบูลสงคราม (และแม้แต่ปัญญาชนก้าวหน้าของไทยก็ยังเน้นย้ำความเป็นฟาสซิสต์ของพิบูลฯ มากกว่าจะแสดงรายละเอียดอันซับซ้อนของประวัติศาสตร์ในห้วงเวลานั้น)

ทั้งหมดนี้ฉันกำลังจะบอกว่า สำนึกรังเกียจประชาธิปไตยในสังคมไทยนั้นคือไฟที่ไม่เคยมอดเชื้อ มันแดงฉานคุโชนเหมือนถ่านไฟในเตาหล่อเลี้ยงพลังต้านประชาธิปไตยมาโดยตลอด และเป็นพลังกระแสหลักของสังคมไทยไม่ว่าจะในยุคที่เรามีการเลือกตั้งหรือไม่มี

คนไทยที่มีชีวิตภายใต้อุดมการณ์นี้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายก้าวหน้าหรือล้าหลังไม่เคยสลัดความรังเกียจ ขยะแขยงนักการเมืองออกไปจากสำนึกของตัวเองได้ แล้วเราคือส่วนหนึ่งของการบ่อนเซาะประชาธิปไตยมาโดยตลอดภายใต้วาทกรรมเชิดชู คุณธรรม ความดี ศีลธรรม กตัญญู ความรักชาติ การเสียสละ คุณูปการของศาสนา การดูถูกคนบ้านนอก หรือแม้กระทั่งการเห็นคนบ้านนอกผุดผ่องกว่าที่พวกเขาเป็นจริง ฯลฯ

เลิกคิดว่าท้องฟ้าจะเป็นสีทองผ่องอำไพเมื่อประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ประชาธิปไตยไม่ได้ promise ความสวยงามขนาดนั้น แต่มันคือความโสมมที่ให้อำนาจแก่มนุษย์ทุกคนภายใต้กติกาที่เรารับว่าเราจะอยู่ร่วมกันบนความเท่าเทียมกันในความโสมมของความเป็นมนุษย์ และมันไม่ได้ promise ความสุขแก่มนุษย์ทุกคน

หากยังทำใจไม่ได้ว่าประชาธิปไตยคือความโสมม ก็จงยอมรับความสมบูรณ์แบบของรัฐธรรมนูญฉบับคุณมีชัย เพราะเขาอุดรอยรั่วของรัฐธรรมนูญปี 2540 ไว้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว

บทความก่อนหน้านี้‘ชาวกูย’ ศรีสะเกษ แห่ร่วมงาน ‘โฮมบุญแซมซายบองประโอน’ ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลุ่มน้ำห้วยทับทัน
บทความถัดไปอุตรดิตถ์เจออากาศป่วน ดอกทุเรียนหลง-หลินลับแลร่วงกราว หวั่นไม่พอส่งออก