‘มร.เอเวอรีธิงส์’ หมายเลข1ตัวจริง ‘ซาอุดีอาระเบีย’

31.01.22 | 06:59 น.

‘มร.เอเวอรีธิงส์’ หมายเลข1ตัวจริง ‘ซาอุดีอาระเบีย’

กระแสข่าวฮือฮาในวงการการเมืองระหว่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องยกให้การฟื้นสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบีย ให้กลับมาเป็นปกติเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย เมื่อวันที่ 25-26 มกราคมที่ผ่านมา ตามคำเชิญของ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหมซาอุดีอาระเบีย ที่ได้ชื่อว่าเป็นประมุขโดยพฤตินัยของซาอุดีอาระเบียในเวลานี้ ต้องยอมรับว่าพัฒนาการเชิงบวกครั้งนี้ นอกจากจะเป็นความสำเร็จของรัฐบาลไทยที่พยายามฟื้นฟูความสัมพันธ์กับซาอุดีอาระเบียมาอย่างต่อเนื่องแล้ว

“เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน” ก็เป็นผู้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง ทำให้สองประเทศฟื้นสัมพันธ์ครั้งประวัติศาสตร์ในครั้งนี้ได้สำเร็จ เจ้าชายซัลมาน หรือที่สื่อต่างประเทศเรียกกันว่า “เอ็มบีเอส” พระชนมายุ 36 พรรษา ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นมกุฎราชกุมารเมื่อปี 2017 แต่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงเป็นผู้มีอิทธิพลและเป็นบุคคลสำคัญของซาอุดีอาระเบีย จนมีฉายาที่วงการการทูตเรียกกันว่า “มิสเตอร์เอเวอรีธิงส์” (Mr.Everythings) ตั้งแต่ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัชทายาทลำดับที่ 2 เมื่อปี 2015

ที่มาของฉายามิสเตอร์เอเวอรีธิงส์มาจากการที่พระองค์ทรงเป็นเสมือน “ทุกสิ่งทุกอย่าง” ของซาอุดีอาระเบีย โดยนอกจากตำแหน่งผู้สืบทอดตำแหน่งกษัตริย์พระองค์ต่อไปแล้ว ยังทรงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี, ประธานคณะกรรมาธิการกิจการเศรษฐกิจและการพัฒนา, ประธานคณะกรรมาธิการกิจการการเมืองและความมั่นคง, รัฐมนตรีกลาโหม รวมไปถึงนั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของประเทศอย่าง “ซาอุดี อารัมโก” ด้วย

เจ้าชายซัลมานประสูติเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 1985 เป็นโอรสองค์ที่ 7 และเป็นโอรสองค์โตที่สุด ในบรรดาโอรส 6 พระองค์จากพระชายาองค์ที่ 3 ของกษัตริย์ซัลมาน บินอับดุลอะซีซ กษัตริย์องค์ปัจจุบันของซาอุดีอาระเบีย

เจ้าชายซัลมานจบการศึกษาด้านกฎหมายจากมหาวิทยาลัยคิงซาอูด ในกรุงริยาด สถาบันอุดมศึกษาเก่าแก่ที่สุดของประเทศ ก่อนจะเข้าทำงานในหน่วยงานรัฐหลายแห่ง กระทั่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาพิเศษของกษัตริย์อับดุลลาห์ กษัตริย์รัชกาลก่อนของซาอุดีอาระเบียเมื่อปี 2009 หลังจากนั้น “กษัตริย์ซัลมาน บินอับดุลอะซีซ” พระชนก ที่ขึ้นครองราชย์ในปี 2015 ได้แต่งตั้งให้เจ้าชายซัลมานขึ้นรับตำแหน่งมกุฎราชกุมารแทนที่ โมฮัมเหม็ด บิน นาเยฟ พระภาดา (ลูกพี่ลูกน้อง) และรัฐมนตรีมหาดไทยซาอุดีอาระเบียใน ปี 2017

Advertisement

ฐานะของเจ้าชายซัลมานจึงขึ้นเป็นรัชทายาท อันดับ 1 ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าชายซัลมานเป็นสัญลักษณ์แห่ง“ความหวัง” ของคนรุ่นใหม่ในซาอุดีอาระเบีย ประเทศที่มีประชากรอายุต่ำกว่า 30 ปีอยู่เป็นสัดส่วนมากถึงกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมด โดยมีบทบาทสำคัญในการเสนอนโยบายเพื่อการพัฒนามากมายหลายด้าน มีชื่อเรียกโดยรวมว่า “ซาอุดี วิชั่น 2030” นโยบายที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจโดยหวังจะให้มีรายได้จากเศรษฐกิจที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น แทนที่จะพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว รวมไปถึงสร้างภาพลักษณ์ใหม่ๆ ให้กับประเทศ

“ซาอุดี วิชั่น 2030” เป็นแผนยุทธศาสตร์ที่มกุฎราชกุมารซาอุฯ ประกาศไว้เมื่อปี 2016 โดยมุ่งปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศให้มีความหลากหลาย ลดการพึ่งพาน้ำมัน พัฒนาภาคบริการประชาชน เช่น สาธารณสุข การศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน สันทนาการและการท่องเที่ยว

เป็นแนวคิดที่ต้องการปรับเปลี่ยนทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ 1.การสร้างสังคมที่มีชีวิตชีวา โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับประชาชนและศาสนาอิสลาม 2.เศรษฐกิจเฟื่องฟู ที่มุ่งสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการจ้างงาน การลงทุนสาธารณะ การลงทุนจากต่างประเทศ การส่งออกสินค้าอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน และการมุ่งส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมผ่านการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และเสาหลักที่ 3 คือ การเป็นชาติที่ทะเยอทะยาน ที่ซาอุฯจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับสำนึกรับผิดชอบ
ความโปร่งใส และประสิทธิภาพของยุทธศาสตร์ในการบริหารประเทศ มุ่งเน้นการปราบปรามการทุจริตในทุกระดับชั้น ส่งเสริมความโปร่งใสด้วยการขยายการให้บริการทางออนไลน์และปรับปรุงมาตรฐานของธรรมาภิบาล

ตัวอย่างชัดเจนที่สุด ของ “ซาอุดีวิชั่น 2030” ก็คือการตัดสินใจรุกอุตสาหกรรม “สปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์” ในเวทีโลก ด้วยการนำกลุ่มทุน พับลิก อินเวสต์เมนต์ ฟันด์ (พีไอเอฟ) หรือกองทุนเพื่อความมั่งคั่งซาอุดีอาระเบีย

เข้าซื้อหุ้น “สโมสรนิวคาสเซิล” ทีมฟุตบอลชื่อดังในพรีเมียร์ลีกอังกฤษในสัดส่วน 80 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 300 ล้านปอนด์ หรือราว 13,800 ล้านบาท ในเดือนตุลาคม ปี 2020 ที่ผ่านมา

และนั่นทำให้ นิวคาสเซิล กลายเป็นสโมสรฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกในทันที นอกจากวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแล้วเจ้าชายซัลมาน ยังมีแนวคิดในการปฏิรูปประเทศไปสู่การเป็นชาติมุสลิมสายกลาง ค่อยๆ แก้กฎหมายเปิดทางให้สิทธิเสรีภาพของผู้หญิงซาอุดีอาระเบียมากขึ้น รวมถึงอนุญาตให้มีการเปิดโรงภาพยนตร์ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามในอดีต

นอกจากนี้พระองค์ยังเปิดกว้างในการประทานสัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติอย่างเป็นกันเอง เกี่ยวกับนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างเต็มที่ ผิดจากธรรมเนียมของประเทศที่เจ้าหน้าที่รัฐมักปิดปากเงียบเกี่ยวกับกิจการภายในด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับเสียงชื่นชม เจ้าชายซัลมานก็ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน โดยเฉพาะกรณีเหตุฆาตกรรมนายจามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ชาวซาอุดีอาระเบีย ที่หายตัวไปอย่างลึกลับที่สถานกงสุลซาอุดีอาระเบีย ในนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อปี 2018

ซึ่งเจ้าชายซัลมานก็ถูกตั้งข้อสงสัยจากชาติตะวันตกว่าอาจอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งพระองค์ออกมาปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของคาช็อกกี

นั่นคือตัวตนและวิสัยทัศน์ของเจ้าชายซัลมาน มกุฎราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย ผู้ส่งคำเชิญมายัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย จนนำไปสู่การฟื้นสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียครั้งแรกในรอบ 3 ทศวรรษ

ซึ่งหวังว่าในท้ายที่สุดประโยชน์มหาศาลก็จะตกอยู่กับประชาชนทั้งสองประเทศต่อไปในอนาคต