ผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 9 กทม.ที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นเรื่องที่พรรคพลังประชารัฐต้องคิด
การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 82,179 คน จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 167,649 คน
คิดเป็นร้อยละ 49.12
ผลคะแนนการเลือกตั้งซ่อมอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏเรียงตามอันดับ 1 ถึงอันดับ 5 มีดังนี้
อันดับ 1 นายสุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทย ได้ 27,284 คะแนน
อันดับ 2 นายกรุณพล เทียนสุวรรณ พรรคก้าวไกล ได้ 19,081 คะแนน
อันดับ 3 นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี พรรคกล้า ได้ 19,011 คะแนน
อันดับ 4 นางสรัลรัศมิ์ เจนจาคะ พรรคพลังประชารัฐ ได้ 7,089 คะแนน
อันดับ 5 นายพันธุ์เทพ ฉัตรนะรัชต์ พรรคไทยภักดี ได้ 5,559 คะแนน
ต้องยอมรับว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่สังคมจับจ้องมอง
เหมือนกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่สงขลา และชุมพร
แต่นั่นคือพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์
ส่วนการเลือกตั้งซ่อมที่ กทม.นั้น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
พรรคการเมืองที่เคยได้รับความนิยม มักได้ ส.ส.กทม.แทบจะยกจังหวัด
แล้วพอมาถึงวันหนึ่ง พรรคที่เคยได้รับความนิยมก็ต้องเสียเก้าอี้ ส.ส.กทม.ไปเพราะความนิยมถดถอย
พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม พรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย ต่างมีประสบการณ์
ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ ยังไม่เคยมีประสบการณ์
แต่ผลจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 9 กทม.ครั้งนี้ พรรคพลังประชารัฐต้องทบทวน
ปัจจัยอะไรที่ทำให้พรรคพลังประชารัฐได้คะแนน 7,089 คะแนน จากเดิมที่เคยได้ 34,907 คะแนน
หาดูสิว่าเป็นเพราะปัจจัยตัวผู้สมัครเก่า ตัวผู้สมัครใหม่ หรือเป็นปัจจัยการสนับสนุนผู้สมัคร หรือเป็นปัจจัยการหาเสียง หรือเป็นปัจจัยเกี่ยวกับรัฐบาล หรือปัจจัยใดๆ
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องน่าคิดอีกว่า ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยได้คะแนนครั้งนี้มากกว่าอันดับ 2 เกือบหมื่นคะแนน
พอเหลือบไปมองพรรคที่เข้าวินอันดับ 2 กลายเป็นพรรคก้าวไกลที่เดิมเคยคิดว่า เมื่อก้าวไกลลงแข่งจะแย่งคะแนนจากพรรคเพื่อไทย
แต่ผลที่ออกมากลับพบว่า พรรคร่วมรัฐบาลเสียงแตกละเอียดกว่า
แม้พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ลง คะแนนส่วนหนึ่งหันไปสนับสนุนพรรคกล้า แต่ก็สู้พรรคเพื่อไทยไม่ได้
ขณะที่พรรคไทยภักดีที่แม้จะลงเลือกตั้งครั้งแรกแต่ได้คะแนนกว่า 5 พันคะแนน
มองได้ว่า เสียงส่วนหนึ่งแตกมาจากเสียงที่เคยหนุนพรรคพลังประชารัฐ
ดังนั้น หากมองในแง่บวก ถือว่าการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนให้พรรคพลังประชารัฐรีบทบทวน
ตอกย้ำให้ระวังว่า สิ่งที่ “คิดว่าน่าจะเป็น” กลับ “ไม่เป็นเหมือนที่คิด”
ทั้งปัจจัยตัวบุคคล ปัจจัยพรรค ปัจจัยนโยบายการหาเสียง และอื่นๆ
เช่นเดียวกับรัฐบาลก็ต้องวางแผนรับมือกับกระแสสังคมชาวกรุงให้ดี
บางทีสิ่งที่เคยกระทำแล้วได้ผลเมื่อปี 2557 อาจจะใช้ไม่ได้กับปีนี้
บางทีสิ่งที่เคยทำสำเร็จในช่วง คสช. อาจจะต้องปรับปรุง
การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 9 ครั้งนี้ แม้จะเป็นเพียงแค่ 1 เขตใน 50 เขต กทม.
ถ้าอยากจะทดลองอีกครั้ง ต้องอนุญาตให้เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.
แม้จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ผลการเลือกตั้งจะสะท้อนภาพอีกมากมายให้ปรากฏ
ยิ่งขณะนี้ ตัวผู้สมัครพร้อมเปิดหน้าลงชิงชัย
หากพรรคพลังประชารัฐส่งผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.ลง หรือสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง
ผลที่ปรากฏออกมาย่อมเป็นข้อมูลสำคัญต่อการเลือกตั้งทั่วไปในครั้งหน้า
เป็นข้อมูลสำคัญของทุกพรรค
โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งมีภารกิจเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ
นฤตย์ เสกธีระ
[email protected]

