เดินหน้าชน : สู่ศักยภาพใหม่

2.02.22 | 12:15 น.

ต้องยอมรับว่าขณะนี้โลกดิจิทัลหมุนไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งเมื่อมีสถานการณ์แพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ลุกลามไปทั่วโลกเป็นระยะเวลากว่า 2 ปี

ยิ่งทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลก้าวเข้ามามีบทบาทในโลกนี้เร็วขึ้น ทำให้เกิดการเติบโตทางธุรกิจเป็นแบบ “ยกกำลัง” กันเลยทีเดียว

นั่นเป็นความเห็นของนักธุรกิจดาวรุ่งของประเทศไทยในปัจจุบันคือ “ท็อป” จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด

ชื่อของ “ท็อป” จิรายุส เป็นข่าวฮือฮาในชั่วข้ามคืน ภายหลัง ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ประกาศว่า บริษัท หลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (SCBS) บริษัทย่อยของ SCB เข้าซื้อหุ้นในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (Bitkub) จากบริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ด้วยสัดส่วนหุ้น 51% รวมมูลค่าประมาณ 17,850 ล้านบาท

“ท็อป” จิรายุส มาพูดในงานสัมมนาจัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ในรูปแบบไลฟ์สตรีมมิ่งผ่านเฟซบุ๊กในเครือมติชน หัวข้อ “ปลุกพลังส่งออก พลิกเศรษฐกิจไทย” โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “สู่ศักยภาพใหม่ : Thailand 2022” เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 ที่ผ่านมา เป็นการเสวนาในหัวข้อ “ศักยภาพใหม่ประเทศไทย”

Advertisement

“ท็อป” ได้สะท้อนภาพความหวังของคนรุ่นใหม่ชัดเจนมาก ในฐานะเป็นผู้เล่นตัวจริง และกำลังมีบทบาทอย่างมากในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย

เขามองว่า ทิศทางของประเทศไทยคือ จะต้องเปลี่ยนตัวเองให้เป็นนิวอีโคโนมีบิซิเนส หรือรูปแบบธุรกิจอิงเศรษฐกิจใหม่

ภาคธุรกิจไม่ควรมีโมเดลธุรกิจแบบเก่าๆ ควรนำกำไรมาใช้ลงทุนในด้านเทคโนโลยี เพื่อให้ทรานส์ฟอร์มไปกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้

อาทิ เฟซบุ๊ก เปลี่ยนชื่อบริษัท และใช้เงินลงทุนกับรูปแบบธุรกิจ เป็นโลกเสมือนจริง หรือเมตาเวิร์ส สูงมาก

โลกเรากำลังขับเคลื่อนเข้าสู่คลื่นยักษ์ หรือเวฟ 3.0 ต่อเนื่องจาก 1.0 และ 2.0 ที่ผ่านมา

ทั้งการเกิดขึ้นของปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ บิ๊กดาต้า บล็อกเชน สกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโทเคอร์เรนซี เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเวฟ 3.0 กำลังจะเกิดในอีก 10 ปีต่อจากนี้

เขายังพูดถึงเรื่องการพัฒนาทักษะมนุษย์ ยกตัวอย่างในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา สถานศึกษายังไม่สามารถสร้างบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจได้เพียงพอ

เขายกตัวอย่าง บิทคับเปิดรับสมัครพนักงาน 500 อัตรา แต่ยังหาไม่ได้มากนัก ขณะที่มีนักศึกษาจบใหม่ตกงานจำนวนมาก

เป็นที่มาของคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย”

คำตอบคือ เกิดช่องว่างระหว่างมนุษย์ กว่าจะสอนความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับงาน ทั้งบล็อกเชน เอไอ บิ๊กดาต้า ไม่สามารถสอนให้เข้าใจได้ภายในระยะเวลารวดเร็ว ทำได้เพียงเรียนรู้ไปพร้อมกับการทำงานเท่านั้น

วิธีการลดช่องว่างดังกล่าวลงคือ การดึงให้คนที่มีความสามารถ และเก่งในสิ่งใหม่เหล่านี้มาสอนผู้อื่น เพื่อสร้างองค์ความรู้ต่อไป

เขาสะท้อนว่า สิ่งสำคัญผู้มีหน้าที่รับผิดชอบระดับนโยบายจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจดิจิทัลอย่างถ่องแท้

ทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัย หรือต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ระดับมัธยม เพื่อจะสามารถปรับตัวผลิตบุคลากรให้ทัน

สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็คือ มหาวิทยาลัยไม่สามารถสอนสิ่งที่ตลาดกำลังต้องการอย่างมาก

“ท็อป” ยังสะท้อนถึงกฎระเบียบต่างๆ ยังไม่เอื้ออำนวยให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพมากนัก

ถือว่าเป็นเสียงสะท้อนที่ทางรัฐบาลจะต้องรับฟัง และเร่งหาทางรับมือโดยเร็ว

ก่อนประเทศไทยจะถูกประเทศอื่นทิ้งห่างมากไปกว่านี้

ยังอาจเป็นการปรับตัวรองรับเศรษฐกิจใหม่ จนอาจกลายเป็นโอกาสที่ประเทศไทยจะ “ชิงจังหวะ” นี้

คิดใหญ่เร่งปรับตัว เพื่อขึ้นเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลในภูมิภาคนี้ แข่งกับสิงคโปร์ก็ได้ใครจะไปรู้

ขึ้นกับวิสัยทัศน์ของผู้นำและรัฐบาลจะเข้าใจเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นเหล่านี้ เพื่อพัฒนาไป “สู่ศักยภาพใหม่” ได้แค่ไหน

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา