‘ณัฐวุฒิ’ ย้อนวันนกหวีด ล้มเลือกตั้ง 2 ก.พ. แผลฉกรรจ์ เบิกทาง รปห. รับอำนาจคนคนเดียว 

2.02.22 | 14:29 น.

‘ณัฐวุฒิ’ ย้อนวันนกหวีด ล้มเลือกตั้ง 2 ก.พ. แผลฉกรรจ์ เบิกทาง รปห. รับอำนาจคนคนเดียว 

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง แกนนำเครือข่ายไล่ประยุทธ์ อ.ห.ต. เขียนข้อความทางเฟซบุ๊กวันครบรอบ 8 ปี กปปส.ขัดขวางการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 โดยมีรายละเอียดดังนี้

“ตั้งแต่นายสุเทพเริ่มตั้งเวทีชุมนุมได้ระยะหนึ่ง หลายคนก็ประเมินตรงกันว่า สถานการณ์จะจบด้วยการยึดอำนาจ แต่ทุกอย่างยิ่งชัดขึ้น หลัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภา โดยประชาธิปัตย์บอยคอตไม่ลงเลือกตั้ง

เราพูดย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าหนังม้วนเก่าเมื่อปี 2549 กำลังฉายซ้ำ ยุบสภา บอยคอต ขัดขวางการเลือกตั้งจนเป็นโมฆะ สร้างเกมเปิดทางให้รถถัง เรียกร้องว่าอย่าหาทำ แต่ประชาธิปัตย์และแกนนำ กปปส.กลับดึงดันเดินตามรอยเดิม

ผมเชื่อว่า นักการเมืองทั้งที่เป่านกหวีด และในพรรคที่สนับสนุน รู้แก่ใจว่า ถึงที่สุดจะรัฐประหาร เมื่อ คสช.เข้าสู่อำนาจมีการเลี้ยงฉลองเอิกเกริก หลายคนขึ้นเรือแป๊ะไปรับงาน ถ้าจะปฏิเสธว่า ไม่รู้ ไม่เจตนา ประชาชนก็โปรดใช้วิจารณญาณ

การชุมนุมต่อต้านจนรัฐบาลยุบสภาเป็นเรื่องเข้าใจได้ ถ้าจบตรงนั้น ทุกพรรคลงเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสินใจ ใครเป็นรัฐบาลยกเอาวาระปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องหลัก เสร็จแล้วเลือกตั้งกันใหม่ บ้านเมืองจะไม่พังยับเหมือนวันนี้

Advertisement

การขัดขวางการเลือกตั้ง ขมขู่ ทำร้ายร่างกายผู้ประสงค์ลงคะแนน ประณามบุคคลที่ออกไปใช้สิทธิ ดารา คนมีชื่อเสียงชวนกันผลิตสื่อรณรงค์ไม่ไปเลือกตั้ง เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่เกิดขึ้นจริง และวันนี้ 2 กุมภาพันธ์ 2565 ครบ 8 ปีแล้ว

การล้มเลือกตั้ง ปฏิเสธอำนาจอธิปไตยของประชาชนด้วยกันเอง แล้วยอมรับการยึดอำนาจไปเป็นของคนเพียงคนเดียว คือบาดแผลฉกรรจ์ของสังคมไทย และไม่น่าเชื่อว่าเกิดขึ้นซ้ำกันได้ 2 ครั้ง ในเวลาไม่ถึง 10 ปี

หลังการยึดอำนาจ พลังเกรี้ยวกราดที่เรียกร้องการปฏิรูปกลับอ่อนโทรมลง ที่เคยขวางเลือกตั้งก็พร้อมใจกันเข้าร่วม ภายใต้กติกาล็อกสเปก ฉ้อฉลอำนาจประชาชน

ลุงกำนันที่ประกาศเลิกการเมืองเด็ดขาดก็ตั้งพรรค แม้แต่คณะยึดอำนาจเองก็เป็นพรรคการเมือง ลงเลือกตั้ง ร่วมรัฐบาล การเมืองมีแต่เรื่องกล้วย แย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ในรัฐบาล ปฏิรูปอะไรสำเร็จแล้วบ้าง ไม่ใช่เรื่องสำคัญที่หยิบยกมาพูดกัน

ถึงวันนี้หวังว่าสังคมไทยจะได้สรุปบทเรียน การรักษาระะบบ ปฏิเสธอำนาจนอกระบบ ต้องเป็นหลักการใหญ่แม้แต่ละฝ่ายจะคิดเห็นทางการเมืองต่างกัน ที่เคยเผลอใจมีสิทธิคิดใหม่ เลือกยืนบนหลักการประชาธิปไตยได้ตลอดเวลา

ประเทศที่มีเลือกตั้งบ่อยครั้ง กับประเทศที่มีการยึดอำนาจบ่อยครั้ง แบบไหนจะมีอนาคตมากกว่ากัน

ประเทศที่มีการขัดขวางการเลือกตั้ง แต่ไม่ขัดขวางการรัฐประหาร ยอมรับอำนาจเผด็จการ จะเหลือความหวังอะไรให้คนรุ่นต่อไป”