“ส.ส.ก้าวไกล” จี้ แก้ปัญหาน้ำมันรั่วที่มาบตาพุด ซัด “วราวุธ”รักป่า รักทะเล ไม่รักปชช. ด้าน “รมต.” สวนกลับพูดไม่จริงตรงไหน ก่อนกิน ฝาก ‘ปูระยอง’ ให้รมว.กิน ด้านเจ้าตัว ขอน้ำจิ้มด้วย
เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผูแทนราษฎร ที่มี นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ถาม นายกรัฐมนตรี เรื่องการแก้ปัญหาน้ำมันดิบรั่วลงทะเล พื้นที่มาบตาพุด จ.ระยองว่า จากกรณีที่ท่อใต้ทะเลของทุ่นรับน้ำมันดิบกลางทะเล ของบริษัทสตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา และ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะเป็นตัวแทนรัฐบาลควรจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน แต่กลับออกมายืนยันแทนบริษัทเอกชนว่า พบน้ำมันรั่วไหลเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ บนผิวน้ำประมาณ 2 หมื่นลิตร หลังจากดูทิศทางการไหลของน้ำแล้วก็วางใจได้ว่า จะไม่พัดเข้าฝั่ง ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมายืนยันว่าการรั่วไหลของน้ำมันครั้งนี้ไม่กระทบกับการท่องเที่ยวและชายหาดแม่รำพึงอย่างแน่นอน
“จนถึงวันนี้เกิดความเสียหายกับประชาชนท่านจะรับผิดชอบอย่างไร จึงอยากทราบถึงตัวเลขที่ชัดเจนการรั่วไหลของน้ำมันครั้งนี้ และทราบหรือยังว่า เรือบรรทุกน้ำมันสัญญาชาติอะไร และมีจำนวนเท่าไหร่ และจุดที่เกิดรอยรั่วท่อที่เกิดเหตุ เป็นท่อที่บริษัทเอกชนที่รับผิดชอบเป็นผู้ที่บำรุงรักษาหรือไม่ แล้วหน่วยงานใดของรัฐที่เข้ามาตรวจสอบ เพราะข้อมูลที่ผ่านมาสร้างความสับสนและส่งสัยว่าภาครัฐร่วมมือกับนายทุนเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนน้ำมันยักษ์ใหญ่ข้ามชาติหรือไม่” น.ส.เบญจา กล่าว
ด้าน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้รับมอบหมายตอบกระทู้แทนนายกฯ ชี้แจงว่า เรื่องการเยียวยาจะต้องมีการชดใช้จากบริษัทดังกล่าว และจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า เรือไม่ได้ต่อท่อกับทุ่นน้ำมัน แต่น้ำมันรั่วออกมาจากท่ออ่อนที่เชื่อมต่อมายังทุ่นด้านบน ซึ่งทราบว่าช่วงดังกล่างเรือไม่ได้ต่อท่อขนถ่ายน้ำมัน และจุดที่รั่วอยู่ห่างจากพื้นทะเล 1 เมตร ส่วนรอยรั่วขนาดไหนนั้นตนยังไม่มีข้อมูล ทำให้ตอบไม่ได้ ดังนั้น การที่จะตรวจสอบว่าเรือมีน้ำมันเท่าไหร่ รั่วไปทั่วไหร คงจะยังไม่สามารถตอบได้ เพราะเรือไม่ได้มีการขนถ่ายน้ำมัน แต่น้ำมันรั่วออกมาจากชายฝั่งจากบริษัทด้วยกันเอง และน้ำมันรั่วตอนกลางคืน จึงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นน้ำมันลอบกลางทะเล จึงต้องอาศัยข้อมูลจากบริษัทเอกชนว่าเข้ามาน้ำมันเท่าไหร่ และรั่วออกมาเท่าไหร่ และเชื่อหน่วยงานอื่นก็ไม่มีข้อมูลว่า จริงๆแล้วที่เห็นน้ำมันรั่วนั้นเท่าไหร่
นายวราวุธ กล่าวต่อว่า การที่บอกว่ารัฐมนตรีว่ากระทรวงทรัพยากรฯ ไม่รักษาผลประโยชน์ของประชาชนเพราะมาบอกว่าเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ก็มันบางจริงๆ ไม่ใช่น้ำมันหนาเหมือนปี65 ที่เกิดขึ้นที่อ่าวพร้าว และในฐานะรัฐมนตรีว่าการต้องไม่สร้างความตื่นตระหนก และต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับสาธารณชน และจากข้อมูล ถ้าตนพูดว่า แหล่งท่องเที่ยว ทรัพยากรธรรมชาติพังแน่นอน ประมงตายไปอีก 5 ปี ประการังพังแน่นอน ก็โอเวอร์เกินไป เพราะเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ ไปตรวจพื้นทะเลพบว่า ปะการังมีสภาพสมบูรณ์ ปริมาณสารพิษที่อยู่ในน้ำมีการตรวจทุกระยะ ตนยืนยันว่ารัฐไม่มีทางที่จะปกป้องบริษัท และจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นกับการใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหา
“ผมหวงและห่วงที่สุดทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประเทศไทย ใครมาทำอะไรให้กับทะเล ทำให้ประชาชนต้องเดือดร้อนผมไม่ยอมแน่นอน และขอยืนยันว่า การออกมาปกป้องบริษัท ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน ไม่ใช่ใน ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรฯชื่อวราวุธ การทำงานตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมรัก ผมหวงผืนป่า ผมรักษาผืนทะเลประเทศไทยขนาดไหน จากเหตุการณ์น้ำมันรั่ว เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมลงพื้นที่ไปดู ไม่พบคราบน้ำมันที่เห็นด้วยตาเปล่า เพราะน้ำมันกระจาย แตกตัวลงสู่ทะเลไปเรียบร้อยแล้ว เราสามารถป้องกันคราบน้ำมันขึ้นหาดที่อ่าวพร้าว แม่รำพึงได้ หรือที่ขึ้นไปแล้วเราก็ซับคราบและนำไปกำจัด และป้องกันอีกหลายจุด” นายวราวุธ ชี้แจง
ทั้งนี้ น.ส.เบญจา ถามต่อว่า ตนไม่ผิดคาดกับคำชี้แจงของนายวราวุธ ที่บอกว่ารักทะเล รักธรรมชาติ แต่ไม่มีคำว่ารักประชาชนหรือดูแลประชาชนที่เดือดร้อน ตนขอทราบว่าจะมีการเยียวยาประชาชนอย่างไร และจะมีการประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่เพิ่มเติมอย่างไร
ด้าน นายวราวุธ ชี้แจงว่า ตนขอถามว่ามีสิ่งที่ตนพูดไม่จริงตรงไหน เพราะข้อมูลได้มาจากจังหวัดและบริษัท ที่บอกว่าไม่เคยรักประชาชนนั้น เข้าใจผิด ที่ตนรักป่า รักทะเล ดูแลธรรมชาติ ไม่ใช่ดูแลเพื่อใคร แต่เพื่อคนไทย 67 ล้านคน ตนขอฝากบอก ส.ส.ว่า การดูแลธรรมชาติและทรัพยากร ทำเพื่อมนุษย์หากไม่มีทรัพยากร มนุษย์ก็ได้รับผลกระทบ ส่วนการประกาศเขตภัยพิบัติที่จังหวัดประกาศ ตนยังไม่ได้รับรายงานล่าสุด แต่จากการลงพื้นที่ประชาชนพอใจระดับหนึ่ง
น.ส.เบญจา ถามต่อว่า ข้อเท็จจริงที่พูดตรงไปตรงมาหรือไม่ เมื่อตอบแบบนี้ ซึ่งตนต้องการตั้งคำถามกับนายกฯ ที่กำกับหลายกระทรวงกับภัยพิบัติ เมื่อส่งให้รัฐมนตรีมาตอบ แต่ไม่ได้รับคำตอบถูกต้องชัดเจน เมื่อรมว.ทรัพยากรฯไม่ทราบ ขอฝากให้รีบรับรายงานจากจังหวัดเพราะประชาชนเดือดร้อนแสนสาหัสมาก และมีบทเรียนปี 2556 ใช้สารเคมีเพื่อกำจัดคราบน้ำมัน ขอทราบจำนวน และจะกลายเป็นสารปนเปื้อนตกค้างในทะเลและกระทบต่อจำนวนสัตว์น้ำระยะยาว และก่อเป็นสารก่อมะเร็ง เพราะการใช้สารเคมีเคยมีผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในทะเล และกระทบกับระบบนิเวศน์ ธรรมชาติ และชาวประมง ไม่ใช่แค่ควบคุมสถานการณ์ ควรต้องชดเชยผลกระทบในระยะยาวให้เป็นธรรม รวมถึงแผนฟื้นฟูธรรมชาติ ทั้งสัตว์ทะเล ชายฝั่ง แผนป้องกันภัยพิบัติ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในอนาคต
นายวราวุธ ชี้แจงว่า สารที่ใช้กำจัดน้ำมัน มีองค์ประกอบไฮโดรคาร์บอน ที่สามารถรวมตัวกับน้ำ และรวมกับน้ำมันได้ เมื่อสารควบรวมแล้วจะทำให้น้ำมันแตกตัวลงระดับที่ตาเปล่ามองไม่เห็นทำให้จุลินทรีย์ในทะเลกัดกินก้อนน้ำมันขนาดเล็ก 1-2 เดือนและย่อยสลาย ระยะยาวนั้นจะเป็นสารก่อมะเร็งหรือไม่ จะขอสอบถาม แต่เบื้องต้นสารที่ใช้ปลอดภัยระดับหนึ่ง เพราะเป็นฟู๊ดเกรด ไม่ต่างจากน้ำยาล้างจานที่ใช้ใสครัวเรือน โดยใช้สารดังกล่าวไป 8.5 หมื่นลิตรกับปริมาณน้ำมันดิบรั่ว 5 หมื่นลิตร เพราะต้องใช้สารฉีดดักไว้ก่อน ซึ่งแผนฟื้นฟูที่ดีที่สุด คือ จำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ธรรมชาติทรงพลัง หากให้เวลาธรรมชาติจะฟื้นฟูด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ น.ส.เบญจา ได้ขอเวลาช่วงท้าย เพื่อบอกว่า “จะนำปูที่ชาวบ้านพื้นที่จ.ระยอง ขายไม่ได้ ฝากไปให้ รมว.ทรัพยากรฯ และขอให้โพสต์ลงโซเชียลมีเดียด้วยว่ามีความปลอดภัย” ทำให้นายวราวุธ กล่าวตอบว่า “ขอบคุณสำหรับปู และอย่าลืมน้ำจิ้มเพราะผมชอบน้ำจิ้ม”

