วิพากษ์‘ใครได้ใครเสีย’ แบ่ง3รูปแบบ400เขตส.ส.

วิพากษ์‘ใครได้ใครเสีย’ แบ่ง3รูปแบบ400เขตส.ส.

วิพากษ์‘ใครได้ใครเสีย’
แบ่ง3รูปแบบ400เขตส.ส.

หมายเหตุ – ความคิดเห็นของนักการเมือง และนักวิชาการ กรณีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งถึงผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด 76 จังหวัด และกรุงเทพฯ เรื่องคำนวณ ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี ตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 2564 ที่ให้มี ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน โดยให้เตรียมแบ่งเขตใน 3 รูปแบบ ซึ่งอาจมีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้สมัคร ส.ส.ในแต่ละเขต

อนุทิน ชาญวีรกูล
รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

การเลือกตั้งสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ตั้งแต่ปีแรก หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองใดๆ ก็ตาม และผู้ที่มีอำนาจในการยุบสภาคือนายกฯคนเดียว ดังนั้นเมื่อเรามาร่วมรัฐบาลเราก็ต้องพยายามอย่าให้มีอุบัติเหตุทางการเมือง แต่ถ้าไปไม่ได้ เราก็ต้องพร้อม ก็มีเท่านี้

มีใครที่มาทำการเมืองแล้วไม่เคยผ่านการเลือกตั้งบ้าง ไม่เคยผ่านการยุบสภาบ้าง ยกเว้นพรรคใหม่ๆ ส่วนใหญ่พรรคที่อยู่ในเวทีการเมืองมานานแล้วก็ผ่านการเลือกตั้งมาแล้วทั้งนั้น ครบเทอมก็ยุบสภา รัฐประหารก็มี สุดท้ายถึงเวลาก็เลือกตั้ง ขอย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีปัญหา

ส่วนการเลือกตั้งต้องมีการทำไพรมารีโหวตนั้น ไม่ใช่ของใหม่ เคยมีมาแล้ว พรรคภูมิใจไทย ก็ทำไพรมารีโหวตมาเกือบครบแล้ว สมมุติมีการยุบสภา กลับมาเลือกตั้ง 2 ใบ พวกเราเคยผ่านการเลือกตั้งแบบ 2 ใบมาแล้ว ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ 2 ใบ เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นใบเดียวเมื่อรัฐธรรมนูญปี 2560 แล้วรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขในปี 2564 ก็กลับมาใช้ 2 ใบเหมือนเดิมอีก ดังนั้น โนพร็อบเบลม ไม่มีปัญหาอะไร

ส่วนประกาศของ กกต.เกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ จะส่งผลดีให้ภูมิใจไทยได้ ส.ส.เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่อีสานใต้ ที่เพิ่มจำนวน ส.ส.มากขึ้น อย่าง จ.นครราชสีมา และ จ.บุรีรัมย์นั้น ต้องขอทำงานให้ดีที่สุด ทำงานให้หนัก ให้ชาวบ้านเห็นและเชื่อใจ สูตรมีอยู่แค่นี้เอง เราบอกว่าเราทำงานหนักแล้ว แต่ชาวบ้านไม่เลือก ต้องถือเป็นความผิดเรา ไม่ใช่ความผิดชาวบ้าน ชาวบ้านไม่มีวันผิด ต้องทำทุกอย่างให้เต็มที่ ทำให้ดีกว่าเต็มที่ได้ก็ต้องทำ

ชูศักดิ์ ศิรินิล
ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.)

รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้มี ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน ทำให้เขตเลือกตั้งเดิมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2562 ซึ่งมี 350 เขต ดังนั้นจะมีเขต และ ส.ส. เพิ่มขึ้นอีก 50 เขต และ 50 คน จึงต้องแบ่งเขตใหม่ และมีผลให้เขตเลือกตั้งจะเล็กลงกว่าครั้งก่อน

สำหรับการแบ่งเขตใหม่ อาจมีแบบอย่างไว้แล้ว จากการเลือกตั้งในอดีต อย่างไรก็ตาม เป็นอำนาจของ กกต. ที่จะดำเนินการ ขณะนี้ทราบว่าให้แบ่งเขตเตรียมไว้ 3 รูปแบบ ต้องยอมรับว่าการแบ่งเขตอย่างไร มีผลต่อความได้เปรียบเสียเปรียบของผู้สมัคร ส.ส.ไม่มากก็น้อย

การเลือกตั้งเมื่อปี 2562 มีคำสั่ง คสช. ให้อำนาจ คสช.และรัฐบาลมีส่วนในการแบ่งเขต กำหนดว่า กกต. สามารถแบ่งเขตโดยไม่ต้องยึดตามระเบียบหรือกฎหมายได้ แต่ครั้งนี้ กกต. จะทำตามอำเภอใจ โดยไม่คำนึงถึงกฎหมายและระเบียบต่างๆ ไม่ได้ กฎหมายกำหนดหลักการกว้างๆ ไว้ว่าต้องเป็นเขตติดต่อกัน มีประชากรต่างกันไม่มาก ต้องเอาสภาพทางภูมิศาสตร์ สภาพชุมชน หมู่บ้าน ฯลฯ มาประกอบ

พรรคเพื่อไทยเสนอร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง เพิ่มเติมไปอีกว่า ต้องให้จำนวนประชากรต่างกันไม่เกิน 10% เพราะครั้งที่ผ่านมามีบางเขต พอแบ่งแล้วมีประชากรต่างกันเป็นหลักหมื่นก็มี การแบ่งเขตใหม่ จะมีปัญหาที่ต้องหาทางแก้ในเรื่องของการมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดในแต่ละเขตเลือกตั้ง เพราะผลการจากแบ่งเขตใหม่จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ของเขตเดิม 350 เขต และเขตใหม่ 50 เขต พื้นที่เดิมซึ่งมีตัวแทนอยู่แล้ว อาจเปลี่ยนแปลงไป หรืออาจยังไม่มีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดที่จะต้องรับผิดชอบในการทำไพรมารี ในส่วนนี้พรรคเพื่อไทยเสนอทางออกไว้ให้เป็นบทเฉพาะกาล มีข้อยกเว้นทำนองการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2562 ที่ผ่านมา

ส่วนสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือ การมีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นว่าการที่ผู้สมัครในระบบเขตกับระบบบัญชีรายชื่อพรรค ได้หมายเลขสมัครเป็นเบอร์เดียวกัน จะเป็นความสะดวกต่อประชาชน สะดวกต่อพรรคการเมืองและผู้สมัครในการรณรงค์หาเสียง

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีข้อจำกัด โดยบทบัญญัติที่ให้ส่งผู้สมัครแบบแบ่งเขตแล้วถึงจะมีสิทธิส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยได้เสนอให้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเป็นวันที่สอง และสิ้นสุดก่อนปิดการรับสมัครแบบแบ่งเขต เพื่อให้การส่งสมัครทั้งสองประเภทสามารถได้เบอร์เดียวกันได้

ส่วนสำคัญคือเรื่องการนับคะแนนแบบบัญชีรายชื่อ คงจะเอาระบบแบบจัดสรรเป็นส่วนผสมมาใช้ไม่ได้แน่นอน เพราะระบบที่กลับนำมาใช้คือบัตรสองใบแยกกันนับ เคยใช้มาแล้วเมื่อปี 2540,2554 วิธีการคิดคำนวณก็มีต้นแบบแล้ว ที่ต้องคิดกันอยู่ก็คือการคิดคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ เมื่อกรณีได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อไม่ครบ 100 คน พรรคเพื่อไทยให้นำเศษของพรรคที่มีคะแนนไม่ถึงขั้นต่ำต่อ ส.ส. 1 คนมาพิจารณาด้วย

ถามว่าการเลือกตั้งระบบใหม่ใคร พรรคไหนได้เปรียบเสียเปรียบกันอย่างไร ตอบได้ว่าทุกระบบมีทั้งข้อดีข้อเสียทั้งนั้น เพียงแต่ว่าระบบไหนจะมีเหตุผลมากกว่ากัน ปี 2550 มีการนำระบบสัดส่วนมาใช้มีการแบ่งกลุ่มจังหวัด ในที่สุดก็ต้องแก้ไขกลับไปสู่ระบบที่ใช้ตามรัฐธรรมนูญ 2540 เพียงแค่เปลี่ยนจาก ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เป็น 375 กับ 125 คน ระบบปัจจุบันก็เห็นอยู่ว่าเป็นอย่างไร คิดขึ้นมาโดยมีเป้าหมายทางการเมืองเพื่อลดขนาดของพรรคเพื่อไทยโดยตรง การแก้กลับมาสู่ระบบ 400 กับ 100 คน จึงเป็นความเป็นธรรม และนำไปสู่ระบบที่ประชาชนคุ้นเคย

เข้าใจว่าร่าง พ.ร.ป.ทั้งสองฉบับ ทั้ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.และ พ.ร.ป.พรรคการเมือง น่าจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนปิดสมัยประชุมปลายเดือนกุมภาพันธ์ การพิจารณาของกรรมาธิการไม่น่าจะยุ่งยากสลับซับซ้อนอะไรมากนัก ความเห็นส่วนตัวจึงเห็นว่า ทำให้เร็วได้ คำถามว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง มีการยุบสภาก่อนกฎหมายเสร็จจะทำอย่างไร ก็ต้องตอบว่าประเทศมีทางออกเสมอ แต่จะสวยงาม สง่างาม หรือไม่ อยู่ที่คนคิด คนทำ

พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์
ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคก้าวไกล (ก.ก.)

การแบ่งเขต 400 เขต เป็นเรื่องที่ทราบกันอยู่แล้ว ว่ากันตามจำนวนประชากรในแต่ละจังหวัด และเป็นการคำนวณที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ต้องจับตาขณะนี้คือ กกต.จะตัดเขตและตีเส้นอย่างไร จะมีความเป็นธรรมและตรงไปตรงมาหรือไม่ ผมเชื่อว่าจะเป็นการขีดเส้นเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของผู้มีอำนาจที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง และมีผลต่อทางการเมืองแน่นอน

ส่วนความคืบหน้าการคัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรค ก.ก. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และแบบเขต 400 คน ขณะนี้ทางพรรคสรรหาไปเยอะแล้ว เราจะให้เวลากับการคัดสรรว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ให้มากที่สุด เพราะได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนเรื่องงูเห่า แต่ขณะนี้ก็ยังคัดสรรได้ไม่ครบ

สำหรับเลือกตั้งครั้งต่อไปที่กติกาตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ใช้บัตร 2 ใบ จะปรับกลยุทธ์อย่างไรนั้น ถึงวันนี้เราเลยจุดที่ว่าอยากจะมีระบบเลือกตั้งแบบไหนไปแล้ว ไม่ว่าจะเลือกตั้งแบบไหนเราพร้อมเสมอ ผลการเลือกตั้งซ่อมรอบนี้สิ่งที่สะท้อนชัดเลย พี่น้องเขตหลักสี่-จตุจักร ไม่เอาแล้วกับรัฐบาลนี้ ตอนนี้รัฐบาลนี้กำลังประสบกับวิกฤตศรัทธา เป็นโจทย์ที่แกนนำรัฐบาลต้องคิดให้หนักว่าจะทำอย่างไร บริบทเลือกตั้งซ่อมแตกต่างจากเลือกตั้งใหญ่ คนจะออกมาใช้สิทธิมากกว่านี้ และจะออกมาด้วยความหวังว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ รวมถึงเลือกตั้งใหญ่ ผู้ลงคะแนนจะมองที่ตัวแคนดิเดตนายกฯ นโยบาย และการทำงานของพรรค มากกว่าเฉพาะตัวผู้สมัคร

แม้การเลือกตั้งครั้งใหม่จะใช้บัตรสองใบ ยังเชื่อว่าประชาชนไม่น้อยที่เห็นการทำงานของพรรคก้าวไกลตลอด 3 ปี ครั้งก่อนพรรคอนาคตใหม่ เป็นพรรคใหม่ ผู้สมัครใหม่หมด ประสบการณ์ในพื้นที่ไม่มี ประชาชนไม่รู้จักฝีมือเรา แต่เลือกตั้งครั้งใหม่ที่จะถึงนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว ประชาชนเห็นการทำงานของ ส.ส.พรรคก้าวไกล รู้นโยบาย ที่จะออกมาใหม่หลายๆ อย่าง น่าจะตอบโจทย์พื้นที่เขตเมืองต่างๆ รวมถึงในพื้นที่ กทม. เชื่อว่าเวลาที่เหลือพรรคก้าวไกลยังมีเวลาที่จะพิสูจน์การทำงานต่อพี่น้องประชาชน

ผศ.ดร.ยอดพล เทพสิทธา
อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การที่ ส.ส.เขตเพิ่มขึ้นมา 50 เขตคืออยู่ที่เขตการเลือกตั้ง ซึ่งแต่ละจังหวัดทำเสร็จแล้วว่าแต่ละจังหวัดได้จำนวนเพิ่มหรือลด หากถามว่าใครได้เปรียบ ต้องดูว่าคราวที่แล้วในการเลือกตั้งปี 2562 ต้องบอกว่าระบบการคำนวณคะแนนดูค่อนข้างแปลก คือเป็นบัตรใบเดียว และคำนวณคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์จากคะแนนเขตด้วย แต่ในรอบนี้แยกใบแล้ว ผมว่าก็น่าจะมีหลักมีเกณฑ์อะไรมากขึ้น เพราะฉะนั้นปัญหาอยู่ที่ ส.ส.เขต

ถามว่าใครจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ผมคิดว่าพรรคการเมืองที่ได้เปรียบคือพรรคการเมืองที่มีมานาน แต่จริงๆ คิดว่าการได้เปรียบหรือเสียเปรียบมีไม่มาก เพราะถ้าหากเราดูจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 9 หลักสี่-จตุจักร เป็นฐานในการลองคำนวณดู จะเห็นว่าพรรคก้าวไกลเองก็ได้คะแนนถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว เกิดจากการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง คือ ส.ส.เขตขึ้นอยู่กับการลงพื้นที่ด้วย นี่คือประเด็นสำคัญ

ดังนั้น ผมคิดว่าโอกาสของแต่ละพรรคการเมืองเท่ากัน แต่ปัญหาที่ต้องมาพิจารณากันคือในเรื่องของ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มากกว่า ทั้งนี้ เราก็ไม่ทราบว่าในตอนที่จะไปกำหนดเขตเลือกตั้งที่แบ่งว่าหมู่บ้านหรืออำเภอไหนอยู่เขตใด ตรงนี้คิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่าว่ามี ส.ส.กี่คน เพราะอย่างในการเลือกตั้งรอบที่แล้วเราจะเห็นการแบ่งเขตประหลาดๆ เพื่อให้มีความได้เปรียบเสียเปรียบเกิดขึ้น โดยนำสถิติมาดูว่าเดิมพื้นที่นี้เคยเป็นของพรรคไหน ผมคิดว่าตรงนี้น่ากังวลมากกว่า

ตอนนี้สิ่งที่ยังไม่มีความชัดเจนคือการคำนวณคะแนนมากกว่า อย่างที่บอกว่าบัตร 2 ใบ ถึงที่สุดแล้วจะใช้สูตรอะไรในการคำนวณ ตรงนี้ประชาชนกังขามากกว่า ส.ส.เขต กล่าวคือตัวเขตมันแข่งกันที่ตัวพื้นที่ แต่เราไม่ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่าง ส.ส.เขตในส่วนของคะแนนจะนำมาคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ด้วยหรือไม่

กรณีได้เปรียบหรือเสียเปรียบผมมองว่ายังไม่ชัดในระดับการเลือกตั้ง ส.ส.เขต เพราะถ้าจะให้วิเคราะห์ทั้งหมด 400 เขตเลือกตั้งในภาพรวมก็ค่อนข้างพูดยาก เพราะข้อเท็จจริงแต่ละพื้นที่ก็ไม่เหมือนกัน และในบางพื้นที่ถ้าเรานำพื้นที่หลักสี่มาเป็นตัวลองคำนวณคร่าวๆ เราก็เห็นโอกาสของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะชูในเรื่องของการหาเสียงด้วยนโยบายก็ตาม หรือว่าในการลงพื้นที่ก็ตาม ผมจึงคิดว่าตัวเขตมันอยู่ที่การทำคะแนนกับคนในพื้นที่ ใครจะซื้อใจคนในเขตได้มากกว่ากัน ตรงนี้สำคัญ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon