ไม่ว่าการขยับของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ออกจากพรรค พลังประชารัฐ ไม่ว่าการขยับของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในการเดิน ทางไปพักผ่อน ณ สวิตเซอร์แลนด์ ติดต่อกัน 2 ครั้ง
คนที่เฝ้ามองอย่างระทึกในดวงหทัยจาก”ทำเนียบรัฐบาล”ย่อมเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แม้จะฝากความมั่นใจเป็นอย่างสูงจากคำรับรองอย่างหนักแน่น และจริงจังจากเจ้าของบ้านป่ารอยต่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งแล้วครั้งเล่า
กระนั้น ที่ก่อให้เกิดความหวั่นไหวอย่างต่อเนื่องเป็นการเคลื่อน ไหวอย่างมีจังหวะก้าวของ พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา โดยประสานเข้ากับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า อย่างเป็นระบบ
อย่าลืมเป็นอันขาดว่าคำพูดของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ใน การแถลงออกจากตำแหน่ง”รัฐมนตรี”เป็นอย่างไร
หากประสานเข้ากับ “ศัตรูของศัตรู คือ มิตร” ยิ่งแหลมคม
คำถามก็คือ ใครคือศัตรูของศัตรูของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่อาจจะกลายเป็นมิตรในสถานการณ์อันแน่นอนหนึ่ง
สภาพการณ์ทางการเมืองในขณะนี้จึงต้องจับ”อาการ”จาก”ภายใน”ของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความสัมพันธ์ระหว่าง ทำเนียบรัฐบาล” กับ”พลังประชารัฐ”
ตัวละครสำคัญมิได้เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพียงผู้เดียว ตรงกันข้าม จังหวะก้าว พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็สำคัญ
การเคลื่อนไหว 1 ซึ่งแหลมคมเป็นอย่างมากคือการเคลื่อนไหว ในสภา การเคลื่อนไหว 1 ซึ่งมองข้ามไม่ได้เลยแม้แต่น้อยคือการส่ง สัญญาณออกมาจากสัปปายสถาน
ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์”สภาล่ม” ไม่ว่าจะเป็นเสียงเตือนด้วยความห่วงใยจาก นายสุชาติ ตันเจริญ
และการขยับในเชิง”ยุทธวิธี”จาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า
พลันที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ยืนยันว่าบทบาทของพรรคเศรษฐกิจ ไทยมิใช่เป็นการต่อรองเพื่อ”ตำแหน่ง”ในทางการเมือง นั่นหมายถึงการยกระดับการเคลื่อนไหวไปอีกขั้นตอนหนึ่ง
นั่นก็คือ เลยเรื่อง”ตำแหน่ง”เลยเรื่อง”ปรับครม.”ไปแล้ว
นี่ย่อมเป็น “คำขาด” ไปยังรัฐบาล ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างไม่อ้อมค้อม
ผลก็คือ สถานการณ์ในเดือนพฤษภาคม จะ”ร้อนแรง”อย่างยิ่ง

