ที่เห็นและเป็นไป : เอาอะไรมา‘เชื่อมั่น’ โดย สุชาติ ศรีสุวรรณ

การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งแรกหลังกลับจากการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบีย และกักตัวตามมาตรการป้องกันโควิด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้น้ำเสียงจะยังอยู่ในโทนเรียบร้อย “นะจ๊ะ นะจ๋า” แต่เนื้อหาในคำพูดยังสะท้อนความหนักแน่น เชื่อมั่นในอำนาจที่มีอยู่

เรื่องที่ใครต่อใครพยายามชี้ให้เห็นว่าแรงกดดันที่เกิดขึ้นโดยรวมๆ ขณะนี้จะทำให้รัฐบาลอยู่ยาก ฟังแล้ว “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่ได้มองอย่างนั้น

การพ่ายแพ้เลือกตั้งซ่อมอย่างยับเยินเป็นเรื่องธรรมดา “ให้รอดูเลือกตั้งใหญ่ ไม่ได้มองว่าความแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐจะมีปัญหาอะไร เพราะแยกไปแล้วก็ยังร่วมรัฐบาล ไม่ต้องปรับ ครม. เรื่องการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ให้รอกฎหมายลูก” มองว่าการอภิปรายในสภาที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 17-18 ก.พ.นี้ ที่ฝ่ายค้านโหมโรงแบบเอาเป็นเอาตายเป็นแค่กระทู้ธรรมดาที่ตอบกันไปตามปกติ คล้ายว่าไม่ได้สลักสำคัญอะไร

รวมๆ คือยังครองอำนาจต่อไป โดยไม่เห็นว่ามีสิ่งใดที่ทำให้ต้องสะดุ้งสะเทือน

ความมั่นใจที่ยังมีอยู่เต็มเปี่ยมของ พล.อ.ประยุทธ์นี้มีความน่าสนใจยิ่ง

เพราะหากพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศแล้ว

หากใครสักคนจะบอกว่า “ล้วนแล้วแต่มีแนวโน้มที่เลวร้าย” ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใครจะออกมาโจมตีได้ว่ามองด้วยความอคติได้เลย

ว่ากันคร่าวๆ ใน 3 มิติใหญ่ๆ

“การเมือง” มีใครมองไม่เห็นว่ามีพัฒนาการที่เลวร้ายอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นปัญหาสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการบังคับใช้กฎหมายที่ก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างกว้างขวาง ขณะที่องค์กรซึ่งมีหน้าที่คานอำนาจทางการเมืองอย่างรัฐสภาเสื่อมทรุดให้เห็นชัดๆ การทำหน้าที่แสดงบทบาทเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง โดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของประชาชนมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อมั่น คล้ายกับนี่คือพฤติกรรมปกติ ที่ไม่ต้องพูดถึงการแก้ไขอะไรกันแล้ว การประชุมที่ล่มแล้ว ล่มอีก จนกฎหมายสำคัญเพื่อประชาชนติดขัดอยู่ทุกครั้ง ทุกคราว

ภาพรวมของรัฐสภา กลายเป็นกลไกปกป้องกลุ่มผู้ครองอำนาจ

“เศรษฐกิจ” แม้ทุกคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบ จะคุยนักคุยหนาในโครงการที่เชื่อมั่นว่าจะนำประเทศพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง “มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน” แต่เอาเข้าจริงที่ใครต่อใครได้รับรู้นั้น ไม่มีสักโครงการ หรือว่าให้ละเอียดลงไปคือไม่มีอะไรสักอย่างที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าจะเป็นไปตามราคาคุยนั้น

ที่เกิดขึ้นและมองเห็นอยู่ตรงหน้า คือความเสื่อมทรุดและสิ้นหวังของธุรกิจรายย่อย การเพิ่มรายรับให้กับประชาชนส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกินฝัน ขณะต้องเผชิญชะตากรรมกับสินค้าราคาแพงไปทุกสิ่งอย่าง หรือที่เรียกกันว่า “แพงทั้งแผ่นดิน” อย่างหมดหนทางช่วยเหลือตัวเอง และพึ่งพาอาศัยอะไรใครไม่ได้

การพัฒนาอุตสาหกรรมแทบทุกมิติสะท้อนการส่งเสริมทุนใหญ่ ขยายความเหลื่อมล้ำ ขณะที่มลพิษจากการพัฒนาเป็นเคราะห์กรรมของชาวบ้านที่การเหลียวแลจากผู้รับผิดชอบมีไม่เพียงพอ

“สังคม” มีใครไม่รู้สึกบ้างถึงความเลวร้ายของการอยูู่ร่วมกัน ความเข้าใจในกันและกันของผูู้คนถ่างความสัมพันธ์ให้ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่เกิดจากความรู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวมีมากขึ้น สภาพของสังคมตัวใครตัวมันดูจะพลิกขึ้นมาเป็นค่านิยมหลัก อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยที่กลไกรัฐตามไม่ทันในการเข้าไปช่วยเหลือแก้ปัญหา

ที่กล่าวมาเป็นแค่การมองในมุมกว้าง สำหรับในรายละเอียดนั้นเชื่อว่าไม่มีใครที่มองไม่เห็นความเสื่อมทรามในสารพัดรูปแบบ และเรื่องราวอยู่ในทุกมิติ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีมา 8 ปีแล้ว

เป็น 8 ปีที่ควรจะเห็นมุมที่สะท้อนความล้มเหลว และเหลวแหลกที่เกิดขึ้นกับความเป็นไปของประเทศ

แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น ท่ามกลางแรงกดกันที่คนส่วนใหญ่เห็นว่า ขืนอยู่ต่อไปก็เป็นแค่ “รัฐบาลเป็ดง่อย” ทำอะไรไม่ได้ ต้องปล่อยให้ “รัฐนาวาลอยเท้งเต้ง” ไปแสวงหาประโยชน์แบบ “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” ของกลุ่มคนที่มีพลังในการดูดซับผลประโยชน์ของประเทศ

พล.อ.ประยุทธ์กลับยังเต็มเปี่ยมด้วยความเชื่อมั่น

ยังเชื่อมั่นได้อย่างเหลือเชื่อ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon