สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากผลการเลือกตั้งซ่อมเขตหลักสี่-จตุจักร ที่พรรคแกนนำเจ้าของพื้นที่อย่าง พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) แพ้ให้กับพรรคฝ่ายค้าย อย่างพรรคเพื่อไทย(พท.) รวมถึงการแยกตัว ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พร้อมพวก 21 ส.ส. ไปยังพรรคเศรษฐกิจไทย ขณะที่ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังคงนิ่งท่ามกลางสถานการณ์อันรุมเร้า
เข้าตำราใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว โดย “บิ๊กป้อม” ยังคงเดินหน้าทำงานทุกวัน วันก่อนเป็นประธานประชุมบอร์ดกองทุนดิจิทัลเดินหน้าพลิกฟื้นเศรษฐกิจตามแผนยุทธศาสตร์การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลดูแลเรื่องสำคัญหลายเรื่อง อาทิ ความปลอดภัยของเด็กเล็ก ตลาดยุควิถีใหม่ เทคโนโลยีเชื่อมโยงสุขภาพทั่วประเทศและพัฒนาทักษะผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และเปิดท่องเที่ยวไทยด้วยดิจิทัล และยังร่วมประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟ เร่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือประชาชนให้เป็นรูปธรรมโดยด่วน หนุนตั้งศูนย์คัดแยกผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เป็นแห่งแรกในอาเซียนหวังดันไทยกลับขึ้นสู่เทียร์ 2 ตามเป้าหมาย
นอกจากนี้ “บิ๊กป้อม” ในฐานะประธานบอร์ด กกท.ยังสั่งการให้ การกีฬาแห่งประเทศไทย ดำเนินการปลดล็อคไทยจาก โทษแบน ของ WADA ได้สำเร็จ เมื่อ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี้ ทำให้ประเทศไทยสามารถเข้าร่วมการแข่งขันภายใต้ธงชาติไทยในมหกรรมกีฬานานาชาติได้ดังเดิม สร้างชื่อเสียงของประเทศไทยในเรื่องกีฬาให้กลับคืนมา
ทำงานช่วยรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เหมือนปิดทองหลังพระอยู่ทุกวัน คอยประคองสถานการณ์ทั้งการบ้านและการเมือง เปรียบเสมือนลมใต้ปีกให้พญาอินทรีอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้บินต้านกระแสลมให้อยู่จนครบเทอม แต่ทว่าท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่พลิกผัน พล.อ.ประวิตร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ถือเป็นแม่ทัพใหญ่ ซึ่งเป็นทัพหน้าในการออกศึกแต่กลับไม่ได้รับไพร่พลหรืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่จะใช้ในการทำการรบ หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจาก “บิ๊กตู่” เป็นเพียงการช่วยขับเคลื่อนงานการบ้านในการช่วยเหลือประชาชนในเรื่องการกินดีอยู่ดี เรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ ในทุกมิติ
แต่ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ “บิ๊กป้อม” กลับไม่ได้คุมในหน่วยงานที่สำคัญๆ อาทิ กระทรวงกลาโหม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย แม้แต่กระทรวงพลังงานซึ่งถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานที่เชื่อมโยงกับการสร้างความเข้มแข็งในทางการเมือง โดยทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับการดูแลของ “บิ๊กตู่” แต่ที่ผ่านมากลับไม่ได้มีบทบาทเท่าใดนัก ในการกำกับดูแลหน่วยงานเหล่านี้
คงถึงเวลาที่จะต้องปรับกลยุทธ์และยุทธศาสตร์ในทางการเมืองเสียใหม่เพื่อที่จะประคับประคองรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ให้อยู่ไปจนครบวาระ กับการงัดทุกสรรพกำลังเพื่อทำให้พรรคพลังประชารัฐ ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้าให้ได้
ซึ่งเปรียบเสมือน “ลมใต้ปีก” ที่คอยพยุงให้พญาอินทรีบินได้ ในทางกลับกัน หากมีปัจจัยที่ทำให้ “ลมใต้ปีก” อ่อนแรงลงเมื่อใด พญาอินทรีก็อาจตกลงสู่พื้นได้เช่นกัน

