สถานีคิดเลขที่ 12 : ‘เกมสภาล่ม’ เสียมากกว่าได้? โดย ปราปต์ บุนปาน
การเมืองเรื่อง “สภาล่ม” หรือการเล่นงานรัฐบาลผ่าน “เกมนับองค์ประชุม” ดูจะให้ผลลัพธ์ที่ชุลมุน-ยอกย้อน เกินความคาดหมาย
เพราะไม่เพียงปรากฏการณ์ “สภาล่ม” จะบ่งชี้ถึงสภาวะง่อนแง่นของรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และพรรคพลังประชารัฐ
แต่ปฏิกิริยาด้านลบของผู้คนในสังคมยังส่องสะท้อนกลับไปสู่พรรคการเมืองฝ่ายค้านด้วย
การเล่นเกม “นับองค์ประชุม” นำไปสู่วิวาทะระหว่างพรรคเพื่อไทยกับก้าวไกล และดราม่าระหว่างกองเชียร์ระดับ “ติ่ง” ของทั้งสองพรรค
หากมองตามทรรศนะของเพื่อไทย การปล่อยให้ “สภาล่ม” คือ ยุทธศาสตร์การโค่นล้มรัฐบาลด้วยเกมคณิตศาสตร์การเมืองในสภาผู้แทนราษฎร
โดยหวังว่าคนที่จะสูญเสียเครดิตมากที่สุด ย่อมต้องเป็น “ฝ่ายเสียงข้างมาก” ซึ่งประคับประคององค์ประชุมเอาไว้ไม่ได้
ตรงกันข้ามกับก้าวไกล ซึ่งยืนยันหลักการที่ว่าฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องแสดงตนเป็นองค์ประชุม เพื่อสนับสนุนหรือทักท้วงร่างกฎหมาย/รายงานการศึกษาของคณะกรรมาธิการ อันเป็นประเด็นสาธารณะที่มีความสำคัญต่อสังคม
มากไปกว่าเรื่องการ “แทงข้างหลัง” “การเอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่คนอื่น” หรือความน่าเบื่อหน่ายของ “ติ่งแดง-ติ่งส้ม”
นี่คือภาพชัดเจนของ “การทำงานการเมือง” สองรูปแบบ
ปัจจัยชี้วัดสำคัญว่า “การทำงานการเมือง” แบบไหนจะสำเร็จหรือล้มเหลวนั้น คือกระแสความคิดของสาธารณชนทั่วไป มิใช่แฟนคลับของพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง
และดูเหมือนว่าสำหรับคนทั่วไปในสังคม ปรากฏการณ์ “สภาล่ม” จะถูกนับรวมเป็นทั้งความล้มเหลวของรัฐบาล และความไร้ศักยภาพของ ส.ส.ในสภาทั้งหมด รวมถึงนักการเมืองซีกฝ่ายค้าน
เป็นข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายตระหนักรู้กันดีว่า “สังคมการเมืองไทย” นั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก หลังการรัฐประหารปี 2557 หลังการตื่นตัวของคนรุ่นใหม่และ “ม็อบสามนิ้ว” ตลอดจนปรากฏการณ์ “ทะลุแก๊ซ-ทะลุฟ้า”
ความกระตือรือร้นทางการเมืองที่พุ่งสูง ส่งผลให้บรรดาพลเมืองมองการเมือง ประเมินเกมการเมือง และคาดหวังในตัวนักการเมือง ด้วยทรรศนะที่ไม่เหมือนเดิม
การมองเห็นเครือข่ายอำนาจของชนชั้นนำที่กว้างขวางและหยั่งรากเร้นลึก ทำให้พลเมืองเหล่านี้ไม่เชื่อว่าลำพังแค่เกม “สภาล่ม” จะโค่นล้ม “ระบอบประยุทธ์” ลงได้
ทว่า พวกเขาคล้ายจะเชื่อมั่นว่าความชอบธรรมทางการเมืองของพรรคฝ่ายค้าน ต้องก่อกำเนิดขึ้นจากการพยายามผลักดันประเด็นสาธารณะต่างๆ ที่มีประโยชน์ต่อประชาชนอย่างสุดความสามารถ โดยเฉพาะในห้วงยามที่เกิดภาวะ “สุญญากาศทางอำนาจ” กับฟากรัฐบาล
ท่ามกลางปฏิกิริยาสะท้อนกลับเช่นนี้ พรรคเพื่อไทยคงต้องกลับไปปรับแนวทางให้ชัดว่าตนเองจะเล่น “เกมนับองค์ประชุม” อย่างไร? จะเล่นสม่ำเสมอตลอดเวลาหรือเลือกเล่นเป็นบางโอกาส?
ถ้า “เลือกเล่น” ทำไมเพื่อไทยจึงแสดงตนในบางวาระ (เช่น การพิจารณารายงานศึกษาการขุดคลองไทย) แต่ไม่แสดงตนในบางวาระ (เช่น ตอนโหวตร่าง พ.ร.บ.สรรพสามิต หรือร่างกฎหมายสุราก้าวหน้า)?
ขณะเดียวกัน การพยายาม “ให้การศึกษา” คนวิพากษ์วิจารณ์พรรค ด้วยคำอธิบายทำนองว่าไม่ต้องการส่งร่างกฎหมายให้ ครม.ไปพิจารณา/ยื้อเวลาอีก 60 วัน หรือรายงานการศึกษาของ กมธ.ไม่มีค่าเท่ากับร่างกฎหมาย (กรณีบำนาญแห่งชาติ) ก็อาจไม่สร้างประโยชน์มากนัก
เนื่องจากความต้องการของสังคม คือ การอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านผลักดันประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนเข้าไปในกลไกกระบวนการทำงานของภาครัฐ
ส่วนทางฝ่ายก้าวไกลเอง การเน้นย้ำถึง “หลักการ” ที่ตรงกับความต้องการของสังคมอย่างหนักแน่น ก็น่าจะเป็นการบรรลุเป้าหมายในทางการเมืองระดับหนึ่งแล้ว
โดยไม่จำเป็นต้องไปเสียเวลา “แซะ” พรรคการเมืองที่ยึดกุมวิถีปฏิบัติอีกแบบอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ท้ายสุดนี้ ยังอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านกลับมา “ตั้งหลัก” ให้ดีๆ และเลือก “เล่นเกม” ที่ไม่ทำให้สาธารณชนรู้สึกว่าพวกเขากำลัง “สูญเสียประโยชน์” เพราะความไร้น้ำยาของ “ผู้แทนราษฎร”

