ปัญหา “สภาล่ม” หรือก็คือการที่มีสมาชิกเข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มีจนไม่พอจะเป็นองค์ประชุมสภานั้น เป็นปัญหาเรื้อรังของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาตั้งแต่ต้นแล้ว รวมทั้งหมดในรัฐบาลประยุทธ์นี้เกิดเหตุ “สภาล่ม” ไปแล้วรวม 16 ครั้ง
กระนั้นการที่ “สภาล่ม” เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้นเป็นกรณีที่แตกต่างกันออกไป
ประการแรก เป็นเพราะเหตุที่สภาล่มนี้เนื่องจากมีมติพรรคฝ่ายค้านร่วมกันไม่แสดงตนเป็นองค์ประชุม เพื่อแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของพรรคร่วมรัฐบาลในการรักษาที่ประชุมของสภา
ตามคำชี้แจงของแกนนำและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ออกมาแสดงจุดยืนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก สรุปได้ว่า การ “จงใจ” ทำให้สภาล่มของฝ่ายค้านนั้นเป็นการทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร เพราะตามหลักการแล้ว เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาลที่ต้องรักษาองค์ประชุมสภา ดังนั้น เมื่อองค์ประชุม
ไม่ครบจนสภาล่มจึงเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายดังกล่าว ซึ่งถ้ารัฐบาลไม่สามารถรักษาองค์ประชุมสภาไว้ได้ต่อไปก็ควรลาออกไปหรือยุบสภา การตรวจสอบองค์ประชุมจึงเป็นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ที่ไม่ยอมให้รัฐบาลอยู่ในอำนาจต่อไป ทั้งที่มิได้มี ส.ส.เป็นเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
นี่คือเหตุผลของฝ่ายที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุให้สภาล่ม
หากปัญหาประการต่อมาที่สภาล่มนั้นก็ส่งผลกระทบต่อพรรคฝ่ายค้านอีกพรรคเช่นกัน คือ พรรค
ก้าวไกล ซึ่งเสียโอกาสในการเสนอร่างกฎหมายภาษีสรรพสามิตซึ่งจะเป็นการทลายกำแพงให้มีเบียร์และสุรารายย่อยได้สะดวกเสรีขึ้น รวมถึงการพิจารณารายงานความเป็นไปได้เกี่ยวกับการจะตราพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติที่พรรคก้าวไกลเสนอด้วย
จึงกลายเป็นดราม่าซัดกันไปซัดกันมาของทั้งฝ่ายผู้สนับสนุนพรรคการเมืองทั้งสอง
หากถอดเอาพรรคการเมือง ตัวบุคคล และข้อเท็จจริงปลีกย่อยทั้งหมดออกมาว่ากันเฉพาะหลักการ เรื่อง “สภาล่ม” นี้ ถ้าจะเอากันแค่ธงคำตอบ ก็อาจจะได้ว่าคงจะถูกต้องตามที่ฝ่ายพรรคแกนนำฝ่ายค้านชี้แจงมา
เพราะในการปกครองระบอบประชาธิปไตยรูปแบบรัฐสภา อันเป็นระบบที่ประเทศไทยใช้อยู่นั้น ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับรัฐสภานั้นมิได้แยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง ด้วยเพราะระบบและรูปแบบของสถาบันทางการเมือง การเลือกตั้งใหญ่ทั่วไปในระบบนี้จะเป็นการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันของไทยได้แก่สภาผู้แทนราษฎร
จากนั้น “ตามหลัก” แล้ว สภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามานั้น จะไปเลือกบุคคลที่จะมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล คือนายกรัฐมนตรี ผู้ที่จะแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีก่อรูปขึ้นเป็น “รัฐบาล”
ด้วยเหตุที่ “รัฐบาล” มาจากความเห็นชอบของรัฐสภานี้เอง ทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลจึงต้องยึดโยงและ “รับผิดชอบ” ต่อ “รัฐสภา” มาตั้งแต่ต้น นับแต่การแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนทำหน้าที่ เพื่อให้สภาซึ่งเป็นเสมือนที่ประชุมของผู้แทนราษฎรทั้งหลายได้รับรู้ ติชม พร้อมกับเป็นการให้สัญญาว่าจะบริหารประเทศตามแนวทางที่ได้ประกาศไว้นี้ต่อปวงชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
จากนั้น รัฐสภา โดยเฉพาะสภาผู้แทนราษฎรก็จะมีหน้าที่มอบความไว้วางใจให้รัฐบาล คือ คณะรัฐมนตรี ไปบริหารราชการแผ่นดินพร้อมกันกับการตรวจสอบ เช่น ในกรณีที่รัฐบาลต้องการจะขับเคลื่อนนโยบายอะไรที่ต้องอาศัยกฎหมายให้อำนาจ ก็จะต้องเป็นรัฐสภานั้นเองที่จะตรากฎหมายนั้นให้ การที่รัฐบาลจะมีเงินงบประมาณไปใช้ขับเคลื่อนนโยบาย หรือบริหารราชการปกติ ก็ต้องมาจากความเห็นชอบของรัฐสภาผ่านทางกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ส่วนกลไกในการตรวจสอบการทำงาน สภาผู้แทนราษฎรก็มีอำนาจที่จะตั้งกระทู้ถามเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการบริหารที่อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาล และที่เราคุ้นเคยกันคือ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นไม้ตายหลักที่สุดของฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรที่จะทบทวนทวงถามความไว้วางใจที่เคยให้ไว้ต่อรัฐบาลอีกครั้ง
เช่นนี้การ “ตรวจสอบองค์ประชุม” นั้น เป็นการตรวจสอบรัฐบาลโดยรัฐสภาก็อาจจะพอฟังได้ แม้เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีอยู่ในตำราหรือหลักการใดชัดเจน แต่อาจจะเป็น “ประเพณีทางการเมือง” เฉพาะแบบไทยๆ ก็ได้
เพราะถ้ารัฐบาลมาจากความเห็นชอบของพรรคการเมือง หรือกลุ่มพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมากในสภา ซึ่งเป็นฝ่ายสนับสนุนอันจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนการบริหาร เสียงข้างมากในสภานี้จะต้องเป็นผู้ผลักดันให้กฎหมายสำคัญต่างๆ ดังที่กล่าวไปข้างต้น รวมทั้งพรรครัฐบาลนี้ จะต้องเป็นแกนหลักที่จะเป็นผู้ “ไว้วางใจ” ให้รัฐบาลบริหารประเทศต่อไปด้วย
เช่นนี้จึงต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลนั่นเองที่จะต้องรักษาเสียงข้างมากในสภาไว้ให้สามารถดำเนินกิจการทางสภาไปได้โดยราบรื่น เพราะหากสภาไม่อาจ
ประชุมได้ หรือไม่อาจเป็นเสียงข้างมากได้ในวาระที่รัฐบาลจะต้องผ่านกฎหมายที่สำคัญ หรือกิจการที่ต้องขอมติจากรัฐสภาแล้วก็จะเกิดปัญหาได้
โดยเฉพาะถ้าเป็นกรณีที่กฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลนั้นไม่ผ่านความเห็นชอบของสภาจริงๆ แล้ว ตามประเพณีทางรัฐธรรมนูญในการปกครองระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภานั้น รัฐบาลจะต้องลาออกเพราะเท่ากับไม่ได้รับความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือ การยุบสภาเพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจนั้นกลับไปให้ประชาชนว่าจะเลือกผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนนโยบายหรือแนวทางของรัฐบาลนั้นหรือไม่
ด้วยเหตุผลตามระบบนี้ จึงพอจะลากโยงไปได้ว่า การร้องขอตรวจสอบองค์ประชุมของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน คือการขอดู “สถานะ” ของสภาผู้แทนราษฎรขณะนั้นว่า มีสมาชิกที่ยังสนับสนุนรัฐบาลอยู่เกินครึ่งหรือไม่ หากไม่รวมพรรคร่วมฝ่ายค้านซึ่งคงไม่ไว้วางใจหรือไม่สนับสนุนรัฐบาลอย่างแน่แท้ เพราะถ้ารัฐบาลยังมีเสียงข้างมากในสภาสนับสนุน ต่อให้ฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมประชุมสภาเลยแม้แต่คนเดียว สมาชิกฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลเองที่มีจำนวนเกินครึ่งก็ต้องดำเนินการให้การประชุมสภานั้นดำเนินต่อไปได้ เพื่อรัฐบาลจะยังบริหารประเทศต่อไปได้อย่างมีเสถียรภาพ
จึงกล่าวได้ว่ามติพรรคฝ่ายค้านที่จะไม่ร่วมแสดงตนในการประชุมสภา และเรียกตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อวัดเสียงสมาชิกฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลนั้น จึงเป็นกลไกและวิธีการที่ไม่ถือว่าเป็นเรื่องไม่ถูกไม่ควรหรือผิดหลักการแต่อย่างใด
แต่ทั้งนี้ก็มีข้อต้องพิจารณานอกเหนือไปจากนั้นอยู่เช่นกัน
ข้อแรก คือ แม้ว่าผู้ที่ติดตามการเมืองหรือศึกษามาทางรัฐธรรมนูญ จะเข้าใจตรงกันว่า ในกรณีที่สภา
ผู้แทนราษฎรไม่ให้ความเห็นชอบกฎหมายงบประมาณ กฎหมายการเงิน หรือกฎหมายสำคัญอื่นที่รัฐบาลเสนอ รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออกหรือยุบสภานั้น มีสถานะเป็นเพียง “ประเพณีทางรัฐธรรมนูญ” ของระบอบรัฐสภาที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร แตกต่างจากกรณีที่รัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีถ้าถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วได้รับการลงมติไม่ไว้วางใจแล้วเป็นอันต้องพ้นตำแหน่ง ซึ่งมีบัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ เช่นในฉบับปัจจุบันก็อยู่ในมาตรา 170
ดังนั้น ถ้าจะว่ากันตามรัฐธรรมนูญจริงๆ แล้ว หากมีกรณีที่กฎหมายสำคัญไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภาเช่นนั้น แต่ถ้ารัฐบาลหรือโดยเฉพาะตัว “นายกรัฐมนตรี” นั้น จะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ก็ไม่มีกลไกใดในการไปบังคับให้เขาต้องลาออกหรือยุบสภา
ยิ่งแล้วกับเรื่องที่เบาหวิวกว่าอย่างการที่สภาล่มหรือองค์ประชุมไม่ครบ ที่อาจจะเรียกว่าเป็น “ประเพณีทางรัฐธรรมนูญ” หรือ “ธรรมเนียมการเมือง” ก็ยังได้ไม่เต็มปาก
สำคัญที่สุดคือ เวลาสองสามปีที่ผ่านมา ก็ได้พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า รัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา โดยเฉพาะเจ้าตัวเองนั้น ก็มิได้ให้น้ำหนักหรือคุณค่าอะไรกับกลไกความไว้วางใจของสภาผู้แทนราษฎรเท่าใดนัก
สิ่งหนึ่งที่อาจจะฟ้องเรื่องนี้ได้ชัดเจน คือ ปัญหาเรื้อรังเชิงความสัมพันธ์ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐบาลของประยุทธ์อีกเรื่อง คือการที่นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มาจากโควต้าของประยุทธ์เอง ซึ่งได้แก่ผู้มีส่วนในการทำรัฐประหารปี 2557 นั้น ไม่ให้ความร่วมมือเข้ามาฟังและตอบกระทู้ถามสด อันเป็นกลไกที่สภาผู้แทนราษฎรจะส่งเสียงสะท้อนความขัดข้องเดือดร้อนของประชาชนต่อรัฐบาลที่สำคัญ เป็นรูปธรรม และได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแท้ๆ
เช่นกรณีเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเช่นกัน ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประสงค์จะตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับปัญหาเรื่องการสอบคัดเลือกเจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและรัฐมนตรีช่วยก็ไม่มีใครมาสภาเพื่อรับฟัง โดยที่เจ้ากระทรวงอ้างว่าได้มอบหมายกันแล้วแต่ไม่มีใครว่างเข้ามารับฟัง
ถึงขนาดที่คุณสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงกับอดไม่ได้ต้อง “สอนมวย” ไป แม้ว่าท่านก็เป็น ส.ส.พรรครัฐบาล แต่ความที่เป็นทั้งรองประธานสภาและเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงนี้มาแล้ว ก็คงอดไม่ได้เพราะนี่เป็นเรื่องของศักดิ์ศรีแห่งสภาผู้แทนราษฎร
สำคัญที่สุดเรื่องนี้ มิใช่เพียงการไม่ให้ค่าหรือไม่เห็นหัวฝ่ายสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการไม่ให้ราคากับความเดือดร้อนของประชาชนที่อยู่เบื้องหลังกระทู้ถามนั้นด้วย
แม้แต่ต่อปัญหาสภาล่มเรื้อรังนี้ เราก็ได้เห็นแล้วเช่นกันว่า ประยุทธ์ จันทร์โอชา เอง ก็หาได้ยี่หระ หรือถือเป็นความรับผิดชอบแต่อย่างใด กลับมาชี้นิ้วกราดใส่อีกว่าเป็นความผิดของฝ่ายสภาที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงตัวเอง
เช่นนี้พรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคที่เป็นผู้นำก็อาจจะต้องทบทวนแล้วว่า กลยุทธ์ทางการเมืองที่จะทำให้สภาล่มเพื่อประจานรัฐบาลซึ่งในที่สุดก็ไม่ได้ผลแล้ว ทั้งในอีกด้านอีกคมหนึ่ง มันก็เป็นการทำลายโอกาสกลไกของผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านที่จะได้เสนอกฎหมาย หรืออภิปรายแสดงความเห็นของตนต่อที่ประชุมแห่งรัฐสภาในเรื่องอื่นๆ ลงไปด้วยหรือไม่
หากจะอ้างประเพณีหรือวัฒนธรรมทางการเมืองใด ที่แม้ว่าจะมีอยู่จริงหรือเชื่อว่ามีอยู่จริง แต่ถ้าในที่สุดกลายเป็นเรื่องที่ประชาชนในปัจจุบันไม่ยอมรับเสียแล้ว พรรคการเมืองที่ฉลาดและรับฟังเสียงของประชาชน ก็พึงต้องนำไปพิจารณาด้วยเช่นกัน
สำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด คือ ศรัทธาและความเชื่อถือของประชาชนที่มีต่อสภาผู้แทนราษฎร ตลอดรวมผู้เป็นสมาชิกแห่งสภานั้น ซึ่งหากไม่หลอกตัวเอง คงได้เห็นเสียงสะท้อนกลับจากประชาชนส่วนใหญ่แล้วว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยว่าการเล่นเกมสภาล่มนี้เป็นประโยชน์อันใดเลย นอกจากแสดงการละทิ้งหน้าที่อันเป็นความเสื่อมโดยรวมของสมาชิกสภาที่พวกเราอุตส่าห์เลือกกันเข้าไป
หาไม่แล้วแทนที่จะแค่ทำ “สภาล่ม” จะกลับขยายกลายเป็นการ “ล่มสภา” ในแง่ของศรัทธาและความเชื่อถือเชื่อมั่นของประชาชน ตอกย้ำวาทกรรมว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนนั้นเล่นไปตามเกมแห่งอำนาจแสวงหาแต่ทางได้เปรียบของตัว โดยไม่มีประชาชนอยู่ในสมการนั้นเลย ซึ่งความรู้สึกนี้คงไม่เป็นคุณต่อระบอบประชาธิปไตยในระยะยาว

