มีความน่าสนใจต้องถอด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คำนวณจำนวน ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง ที่แต่ละจังหวัดและกรุงเทพฯพึงมีจากทั้งหมด 400 ที่นั่ง ส่งต่อให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด เตรียมแบ่งเขตเลือกตั้งให้พร้อม เมื่อกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้
หลักเกณฑ์ในการคำนวณ ส.ส.ที่แต่ละจังหวัดจะพึงมี โดยคิดจากจำนวนประชากรทั้งประเทศ 66,171,439 คน เท่ากับเฉลี่ยประชากร 165,428 คนต่อ ส.ส. 1 ที่นั่ง อาทิ กรุงเทพมหานคร มี ส.ส.ได้ 33 คน นครราชสีมา มี ส.ส.16 คน ขอนแก่น เชียงใหม่ และอุบลราชธานี มี ส.ส.ได้ 11 คน
น่าสนใจ เพราะการคำนวณจำนวน ส.ส.พึงมีในแต่ละจังหวัด สำนักงาน กกต.ใช้ข้อมูลจำนวนประชากรของสำนักทะเบียนกลาง กระทรวงมหาดไทย ณ สิ้นปีที่แล้ว หรือวันที่ 31 ธันวาคม 2564
ทั้งที่ปกติแล้ว เมื่อจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปีใดก็จะใช้จำนวนประชากรประเทศ ณ สิ้นปีก่อนหน้า ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยืนยันทุกครั้งจะอยู่จนครบวาระ 4 ปี
นั่นย่อมหมายความว่า การเลือกตั้งทั่วไปน่าจะเกิดขึ้นหลังเดือนมีนาคม 2566 ก็ควรใช้ตัวเลขประชากรของสิ้นปี 2565 เพื่อคำนวณจำนวน ส.ส.พึงมีของแต่ละจังหวัด และให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัดนำมาแบ่งเขตเลือกตั้ง
ดังนั้น ความเคลื่อนไหวของสำนักงาน กกต.ข้างต้น ถือว่าเป็นการส่งสัญญาณหรือมีนัย อาจมีการเลือกตั้งทั่วไปภายในปีนี้หรือไม่
เมื่อสำรวจบริบทการเมืองช่วงที่ผ่านมา สำหรับพรรคพลังประชารัฐแกนนำรัฐบาลค้ำบัลลังก์ พล.อ.ประยุทธ์
อาจกล่าวได้ว่าอยู่ในฐานะเพลี่ยงพล้ำ
อธิบายจากการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ใน 2 เขตพื้นที่ภาคใต้เมื่อ 17 มกราคม
เขตเลือกตั้งที่ 1 จ.ชุมพร ผู้เข้าวิน อิสรพงษ์ มากอำไพ จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้คะแนน 49,014 คะแนน ทิ้งห่าง ชวลิต อาจหาญ พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้คะแนน 32,281
เขตเลือกตั้งที่ 6 จ.สงขลา สุภาพร กำเนิดผล จากพรรคประชาธิปัตย์ ก็เอาชนะ อนุกูล พฤกษานุศักดิ์ พรรค
พลังประชารัฐ ด้วยคะแนน 45,576 ต่อ 40,531
ตอกย้ำด้วยการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 9 กทม. สดๆ ร้อนๆ เมื่อ 30 มกราคม
สุรชาติ เทียนทอง พรรคเพื่อไทยนำลิ่วมาเป็นที่ 1 แต่พลังประชารัฐแพ้หลุดลุ่ยมาเป็นอันดับ 4
การเลือกเขต 1 ชุมพร เขต 6 สงขลา พลังประชารัฐอาจออกตัวว่าพ่ายให้กับประชาธิปัตย์เจ้าของพื้นที่
แต่ครั้งล่าสุด ทั้งที่เป็นพื้นที่ครอบครองอยู่เดิมก็ยังเสียให้กับเพื่อไทยพรรคฝ่ายค้านการเลือกตั้งซ่อมทั้ง 3 ครั้ง จะมองมุมไหน ก็ยากปฏิเสธความถดถอยของคะแนนนิยมต่อพลังประชารัฐอยู่ไม่น้อย
สำทับด้วยการเมืองในสภา แม้ถือเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต้องทำให้องค์ประชุมครบถ้วน แต่ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างมากจำเป็นต้องมีความรับผิดชอบสูงกว่าหรือไม่
แต่พรรครัฐบาลก็ยังแก้ไม่ตกกับสภาล่มซ้ำซาก
หรือแม้แต่ภายในพลังประชารัฐเอง ยังต้องประสบกับการแยกตัวของ 21 ส.ส.ในกลุ่ม “รอ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ไปอยู่พรรคใหม่
ยังมีคำถาม กลุ่มธรรมนัสยังสนับสนุนรัฐบาลอย่างมั่นคงหรือไม่
สัญญาณจาก กกต. คะแนนนิยมมีแนวโน้มลดต่ำ ปัญหาควบคุมเสียงในสภา จึงส่งกลิ่นยุบสภาโชยมาเป็นระยะ
ติดอยู่เพียง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กติกาสำคัญที่ต้องผลักดันออกมาบังคับใช้
วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มือกฎหมายของรัฐบาลไล่ไทม์ไลน์ให้ฟังว่า จะแล้วเสร็จในช่วงเดือนกรกฎาคมปีนี้ จากนั้นไปไหนไปกันก็ได้แล้ว
เป้าหมายอยู่ครบเทอมของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อาจไม่เกิดขึ้นจริง
สัญญา รัตนสร้อย

