หน้าแรก การเมือง ไอติม ขอฝ่ายค...

ไอติม ขอฝ่ายค้าน-รัฐบาลโหวตเห็นชอบ ดันไทยชาติแรกในอาเซียน คุ้มครองสิทธิสมรสเท่าเทียม

9.02.22 | 18:08 น.

ไอติม ขอฝ่ายค้าน-รัฐบาลโหวตเห็นชอบ ดันไทยชาติแรกในอาเซียน คุ้มครองสิทธิสมรสเท่าเทียม


เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แกนนำกลุ่มรัฐธรรมนูญก้าวหน้า เขียนข้อความแสดงความเห็นกรณี สภาผู้แทนราษฎรพิจารณากฎหมายสมรสเท่าเทียม โดย ระบุว่า

สมรสเท่าเทียม: สิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างถ้วนหน้า

หากมองจากภายนอก ประเทศไทยดูผิวเผินเหมือนจะเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องความหลากหลายทางเพศ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีตหรือเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค

Advertisement

แต่ปัจจุบัน กลุ่มเพศหลากหลายยังต้องเผชิญกับหลายอุปสรรคทั้งด้านกฎหมายและด้านสังคม ที่ทำให้พวกเขาไม่ได้รับสิทธิหรือการปฏิบัติที่เท่าเทียมและเสมอภาคอย่างแท้จริง

หนึ่งในนั้นคือ สิทธิ สมรสเท่าเทียม ที่คู่รักทุกคู่ – ไม่ว่าเพศไหน – สมควรได้รับ

การสมรสไม่ได้เป็นแค่สัญลักษณ์ของความรักระหว่างคู่รักที่รัฐรับรอง แต่เป็นการเปิดประตูไปสู่สิทธิอีกหลายประการ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและสถานะทางเศรษฐกิจของคู่รักโดยตรง (เช่น สิทธิรับมรดก สิทธิกู้ร่วม สิทธิรักษาพยาบาล สิทธิลดหย่อนภาษี)

วันนี้ ข้อเสนอ สมรสเท่าเทียม หรือร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่เสนอโดยพรรคก้าวไกลตั้งแต่ปี 2563 จะได้รับการพิจารณาโดยสภาผู้แทนราษฎร โดยร่างฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเดียวกันกับร่างสมรสเท่าเทียมที่รณรงค์โดยภาคประชาชนเมื่อปลายปี 2564 (ปัจจุบันมีประชาชนร่วมลงชื่อมากกว่า 280,000 คน ที่เว็บไซต์ https://www.support1448.org/) คือการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 และมาตราอื่นๆที่ตามมา เพื่อเปลี่ยนนิยามของ “การสมรส” จากสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่าง “ชายและหญิง” เป็น “บุคคล 2 คน” เพื่อให้ทุกคู่สมรส – ไม่ว่าเพศใด – ได้รับสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมดทันที

แม้บางกลุ่มพยายามเสนอแนวทางอื่น โดยการตรากฎหมายเฉพาะ (เช่น พ.ร.บ.คู่ชีวิต) เพื่อระบุสิทธิของของกลุ่มเพศหลากหลายที่จะได้รับการคุ้มครองมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน แต่ผมเห็นว่าแนวทางการแก้ไขนิยามของ “การสมรส” ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ถูกเสนอโดยพรรคก้าวไกลในสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เป็นแนวทางที่เร็วกว่า เรียบง่ายกว่าในเชิงกฎหมาย และเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด และตรงกับค่านิยมเรื่องความเสมอภาค ซึ่งเป็นหัวใจหลักของข้อเสนอ #สมรสเท่าเทียม

เพราะในขณะที่แนวทางอย่าง พ.ร.บ. คู่ชีวิต มีความเสี่ยงที่จะเป็นการตอกย้ำแนวคิดที่เปรียบเสมือนการมองกลุ่ม LGBTQIA+ เป็นคนอีกกลุ่ม แต่ข้อเสนอ สมรสเท่าเทียม เป็นการร่วมกันยืนยันว่า “สิทธิสมรส” ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ที่กลุ่มเพศหลากหลายเรียกร้อง แต่เป็นสิทธิพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับอย่างถ้วนหน้า การผลักดันเรื่องนี้ จึงต้องมองให้กว้างกว่าแค่ประเด็นทางกฎหมาย แต่มองในเชิงสัญลักษณ์ ว่านี่คือหมุดหมายสำคัญสะท้อนเรื่องความเสมอภาคของคนทุกกลุ่มและความก้าวหน้าของสังคม

หลายคนในประเทศ อาจจะภูมิใจว่าประเทศเราเป็นผู้นำระดับโลกในการผลิตและส่งออกซีรีส์วาย (ซีรีส์ที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของเพศชายสองคน) ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศกว่า 1,000 ล้านบาท (ข้อมูลจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์)

แต่ผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจยิ่งกว่า หากประเทศเราจะเป็นผู้นำระดับโลกเรื่องความเสมอภาคทางเพศ และเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียน ที่รับรองสมรสเท่าเทียมสำหรับคู่รักทุกเพศ เพื่อให้ทุกคู่รักที่มีอยู่มากมายทั่วประเทศในชีวิตจริง ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

ในระยะสั้น ผมหวังว่า ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน จะร่วมกันโหวตเห็นชอบกับข้อเสนอ สมรสเท่าเทียม ในวันนี้

แต่ในระยะยาว ผมคิดว่าชัยชนะที่แท้จริงของเรื่องนี้ คือวันที่สังคมไทยอาจไม่มีความจำเป็นต้องพูดถึงสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศอีกต่อไป เพราะทุกเพศจะมีโอกาสในการมีส่วนร่วมและถูกปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันโดยแท้จริง