วิเคราะห์หน้า 3 : การเมือง ร้าวลึก บิ๊กตู่ รัฐบาล สภาเม.ย.-พ.ค.อันตราย
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งล่าสุดยังลงเอยที่การแสดงตนของ ส.ส.มีจำนวนไม่ครบองค์ประชุม
ประธานในที่ประชุมต้องสั่งปิดประชุมเพื่อนัดประชุมใหม่
ถือเป็น “สภาล่ม” ครั้งที่ 17 และยังไม่มีทีท่าว่าจะแก้ปัญหานี้ได้
แม้ว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลงทุนถึงขนาดยกมือไหว้ ส.ส. ขอช่วยกันมิให้สภาล่ม
แม้ว่า พล.อ.ประวิตรจะมั่นใจอย่างยิ่งว่า กลุ่ม 21 ส.ส.รวมถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ถูกขับพ้นพลังประชารัฐ จะยังคงสนับสนุนรัฐบาล
แต่เมื่อถึงเวลาการประชุมสภาจริง ผลที่ปรากฏก็เห็นๆ กันอยู่
สภาพร้อมจะอับปาง
ปรากฏการณ์ที่สภา แม้ว่าจะไม่อับปางก็มีเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต หรือที่เรียกกันว่า “กฎหมายสุราก้าวหน้า”
เมื่อรัฐบาลขอนำร่างกฎหมายไปพิจารณาอีกครั้ง แล้วจะเสนอกลับมายังสภาภายใน 60 วัน แต่เจ้าของร่างกฎหมายเห็นว่าไม่จำเป็น และขอให้ลงมติกันเลย
ผลการลงมติปรากฏว่ายกมือของ ส.ส. เริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น
นั่นคือ ไม่โหวตตามที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคยกมือ
กลุ่ม 21 ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส ยกมือสนับสนุนพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ต้องการให้ส่งร่างให้รัฐบาลไปดูอีก 60 วัน เช่นเดียวกับ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกับฝ่ายค้าน
แม้สุดท้ายเสียงฝ่ายรัฐบาลจะมากกว่า แต่ปรากฏการณ์ที่บังเกิดก็พอมีร่องรอยของความไม่แน่นอนในสภา
การยกมือโหวตในสภาไม่มีเสถียรภาพ
รัฐบาลเข้าสู่โซนเสี่ยงอันตราย
การขาดเสถียรภาพมิได้เกิดขึ้นเฉพาะที่สภาผู้แทนราษฎร หากแต่ยังเริ่มปรากฏรอยร้าวกว้างและลึกในการประชุม ครม.ด้วย
เมื่อรัฐมนตรีสังกัดพรรคภูมิใจไทย 7 คน ยื่นหนังสือลาการประชุม เพราะไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวแลกกับหนี้จำนวนกว่า 3 หมื่นล้าน
รัฐมนตรีจากภูมิใจไทยยื่นหนังสือสอบถาม 4 ประเด็น และมีความเห็นว่า หากปล่อยให้มีการต่อสัญญาอาจจะผิดกฎหมาย จึงอยากให้ทบทวนเพื่อความรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม ความเห็นที่แตกต่างระหว่างกระทรวงมหาดไทย ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็นรัฐมนตรีว่าการ กับกระทรวงคมนาคม ที่มี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง มิได้เพิ่งเกิดขึ้น
หากสดับฟัง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม.บอกว่า ข้อสงสัย 4 ประเด็นนั้นเคยตอบไป 8 ครั้งแล้ว
นี่ย่อมแสดงว่า กระทรวงคมนาคมไม่เห็นด้วยมานานแล้ว
และครั้งนี้ เป็นการคัดค้านจากรัฐมนตรี และพรรคภูมิใจไทย ซึ่งส่งสัญญาณผ่านการ “บอยคอต” การประชุม ครม. ให้นายกรัฐมนตรีรู้
ผลจากการดำเนินการดังกล่าวทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งให้ตอบคำถามทั้งหมดก่อนลงมติในการประชุม ครม.ครั้งต่อไป
แม้ว่าการประชุมครั้งหน้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะยืนยันว่า 7 รัฐมนตรีเข้าร่วมแน่
แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะยืนยันว่า การ “บอยคอต” ไม่ทำให้รัฐบาลเกิดรอยร้าว
หากแต่การประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ อาการของ พล.อ.ประยุทธ์ กับแกนนำของพรรคภูมิใจไทย น่าจะเป็นคำตอบ
เมื่อสื่อรายงานว่าบรรยากาศการประชุมอึมครึม
ภาวะรัฐบาล และรัฐสภา ทำงานไม่ได้กำลังบานปลายกลายเป็นปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ผลการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และภาคธุรกิจ เดือนมกราคมนั้นต่ำลง โดยมีปัญหาน่ากังวลมากขึ้น
นั่นคือ ปัจจัยทางการเมือง
มุมมองของ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมที่ตอบผู้สื่อข่าวเรื่องการเลือกตั้งใหม่นั้นน่าจะเป็นตัวแทนของภาคเอกชนที่มุมเสถียรภาพรัฐบาล
“การเลือกใหม่น่าจะดี เพราะทำให้รัฐบาลกลับมามีเอกภาพ มีการล้างไพ่ใหม่ อาจมีวิธีทำงานใหม่ คนทำงานใหม่ๆ ส่งผลดีต่อประชาชนและเศรษฐกิจ คงไม่เลวร้ายไปกว่านี้แล้ว”
สถานการณ์สำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ และรัฐบาลในตอนนี้เข้าโซนอันตรายแล้ว
การประชุมสภาในสมัยการประชุมนี้จะสิ้นสุดลงในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ วาระสำคัญที่พรรคฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ส่งท้ายคือ การอภิปรายคณะรัฐมนตรีโดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ระหว่างวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์
และรอคอยการพิจารณาร่าง พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่แก้ไขล้อไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นบัตร 2 ใบ และจำนวน ส.ส.เขต 400 เขต ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน
เท่ากับว่ารัฐบาลยังสามารถรักษาเนื้อรักษาตัวได้
หากแต่สมัยประชุมรัฐสภาครั้งหน้า ประมาณเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม พรรคฝ่ายค้านตั้งเป้าแล้วว่าจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ถ้าพรรคฝ่ายค้านยื่นแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ไม่สามารถยุบสภาได้
ขณะที่เสียงฝ่ายรัฐบาลในสภาหลังจากพรรคพลังประชารัฐมีมติขับ ส.ส. 21 คนออกจากพรรค เกินกว่ากึ่งหนึ่งไม่เท่าไหร่
ขณะที่พรรคขนาดเล็กที่ร่วมรัฐบาลเริ่มรวมตัวกันเพื่อเพิ่มพลังต่อรอง
ขณะที่ท่าทีของพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เริ่มเปลี่ยนไป
จึงไม่มีความแน่นอน ในการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เท่ากับว่า เดือนเมษายน-พฤษภาคม เป็นโซนเสี่ยงอันตราย
เรื่องนี้แวดวงการเมืองมองอยู่ ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมถึงกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส ต่างรู้ดี
เช่นเดียวกับ พล.อ.ประยุทธ์ก็เข้าใจเป็นอย่างดี
เท่ากับว่าเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเป็นห้วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์เข้าสู่จุดเสี่ยง
พล.อ.ประยุทธ์ และพลพรรค เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนในการแก้เกม
ทำให้การเมืองในรัฐสภามีเสถียรภาพ ทำให้การทำงานในรัฐบาลมีเอกภาพ
แม้ว่าในห้วงเวลานี้จะทำให้เกิดเสถียรภาพ และเอกภาพได้ยากขึ้นมาก
แต่ก็ต้องจับตาดู พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมพวก
ดูว่าจะฟันฝ่ามรสุมลูกยักษ์ที่โหมกระหน่ำเข้าใส่ไม่เว้นแต่ละวันเช่นนี้ไปได้หรือไม่
การเมืองนับแต่นี้ไป ต้องเฝ้าใกล้ชิด ห้ามกะพริบตา

