หมายเหตุ – คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พร้อมแกนนำพรรค ทสท. ร่วมแถลงหลักแนวทางนโยบาย ดูแลประชาชนตั้งแต่ “เกิดจนแก่” ให้ได้มีชีวิตที่มีคุณภาพอย่างมีศักดิ์ศรี เพื่อตอบโจทย์ให้ ประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง ในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตย ที่ทำการพรรค ทสท. ซอยลาดปลาเค้า 60
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ุ
ประธานพรรคไทยสร้างไทย
วันนี้เป็นการแถลงในเรื่องของตัวหลักการ แนวคิด และอุดมการณ์ของพรรคว่าเราคิดอย่างไร อย่างแรก เราคือพรรคการเมืองที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างที่สอง เราเป็นพรรคการเมืองที่เอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง จากที่ นายโภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ ได้ชี้แจงแล้วว่าการที่จะทำให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริงนั้นพรรคไทยสร้างไทยจะทำอย่างไร การดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนแก่จะทำอย่างไร เราให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาคนเป็นลำดับแรก ต้องสร้างคน สร้างงาน เพื่อสร้างเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และสร้างโอกาสให้คนเท่าเทียมกัน ไม่ว่ายากดีมีจนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน แหล่งความรู้ และสวัสดิการต่างๆ อย่างทัดเทียมกัน เพื่อที่จะสร้างประเทศไทยของเราใหม่ให้ดีขึ้น ดังนั้นหัวใจของไทยสร้างไทยในขณะนี้คือการที่เราได้เห็นวิกฤตอย่างยิ่งใหญ่ อย่างน้อยตลอดเวลา 30 ปี ที่ทำงานการเมืองมาก็ไม่เคยเห็นคนไทยต้องทุกข์ยากเท่ากับครั้งนี้ ดังนั้น วันนี้ทุกนโยบายของเรา เราจึงยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
มีหลักในการคิดแค่ 2 ข้อเท่านั้น คือการ Liberate ปลดปล่อยประชาชนจากรัฐราชการกดทับ จากระเบียบ กฎหมาย ใบอนุญาตต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคขวางกั้นการทำมาหากินของพี่น้องประชาชน และเราจะมีการทำ Leader sandbox จะมีการงดหรือยกเว้นการใช้กฎหมาย ใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่จำเป็นและเป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชนควบคู่กับการกิโยตินกฎหมายซึ่งใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่เราจะใช้เวลาภายใน 1 เดือน ออกพระราชกำหนดฉบับเดียวเพื่อให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำมาหากินได้เร็วที่สุด แข็งแรงที่สุด นี่คือการปลดปล่อยประชาชน ออกจากสิ่งกดทับ และแน่นอนรัฐราชการรวมศูนย์ 7-8 ปีมา ได้สร้างให้หล่มระบบราชการใหญ่โตขึ้นเป็นนายประชาชน เราต้องเปลี่ยนความคิดให้รัฐราชการนั้นเป็นผู้บริการประชาชนและให้ข้าราชการทั้งหลายได้มาเป็นพี่น้องและเป็นหุ้นส่วนในการสร้างประเทศกับประชาชน นี่คือสิ่งที่ต้องทำ
การ Empower คือหลักที่สอง จะอยู่ในทุกนโยบายของพรรคไทยสร้างไทย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เช่น กองทุน เรามีกองทุน 5 กองทุน 1.กองทุน SME 3 แสนล้าน ซึ่งจะอธิบายในรายละเอียดในสัปดาห์ต่อไปที่จะเริ่มปล่อยนโยบายออกไป 2.กองทุนสตาร์ตอัพ วันนี้ SME และสตาร์ตอัพกว่า 90% เข้าถึงแหล่งทุน
ไม่ได้ กู้ธนาคารไม่ได้ แล้วจะทำมาหากินได้อย่างไร เราจึงต้องมีระบบกองทุนเพื่อให้เงินเหล่านี้เข้าถึงผู้ที่จะประกอบการเพื่อที่จะทำมาหากินได้อย่างแท้จริงนั่นคือการเติมทุน การแก้ปัญหาเศรษฐกิจต้องเติมทุนก่อน 3.กองทุนธุรกิจท่องเที่ยว
4.กองทุนวิสาหกิจชุมชน ดิฉันฝันอยากเห็นเกษตรกรไทยเหมือนเกษตรกรในประเทศญี่ปุ่น เรามีผลิตผลที่ยอดเยี่ยม เรามีเกษตรกรที่มีความรู้ แต่ขาดทุน ขาดโอกาส และขาดตลาด และได้รับการดูแลอย่างที่ให้เป็นประชาชนชั้นสองด้วยการที่จะไม่ให้เขาโตแต่เราจะให้เขารวย และ 5.กองทุนสุดท้ายคือกองทุนสร้างเครดิตประชาชนเพื่อให้ประชาชนคนตัวเล็กๆ สามารถที่จะล้างหนี้นอกระบบและใช้เงินกองทุนนี้สร้างเนื้อสร้างตัวได้ จากร้อยละ 20 ต่อเดือนก็เหลือดอกเบี้ยร้อยละไม่ถึง 1 ต่อเดือน เราจะแจ้งรายละเอียดต่อไป
ข้อสรุปของเราคือวันนี้พรรคไทยสร้างไทย เอาประชาชนเป็นศูนย์กลางและมุ่งเน้นที่จะให้คนไทยทุกคนได้เข้าถึงโอกาสในการทำมาหากิน
ต้องให้ทุกคนได้มีกำลังซื้อมากขึ้น ให้ทุกคนมีเงินมากขึ้น เราจะไม่คิดแค่เรื่องของการใช้เงิน แต่พรรคไทยสร้างไทยจะเน้นการคิดถึงเรื่องของโอกาสที่จะสนับสนุนให้ประชาชนหาเงิน เพราะนั่นคือการหาเงินให้กับประเทศชาติและให้กับรัฐบาลด้วย วันนี้เรากู้มาใช้ ประชาชนเองกู้มาร้อยละกว่า 90 ของจีดีพีแล้ว และในนั้น 60% กู้มาเพื่อกินไม่ได้กู้มาเพื่อลงทุน ประเทศชาติก็เช่นเดียวกันกู้มา 9 ล้านกว่าล้าน ก็กู้มาใช้จ่ายไม่ได้กู้มาลงทุน
วันนี้หลักการของเราคือเติมทุน ปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มกำลังซื้อ หารายได้เข้าประเทศ นี่คือสิ่งที่จะทำให้คนไทยเดินต่อไปได้
โภคิน พลกุล
ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนประเทศ พรรค ทสท.
วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่ทางพรรคไทยสร้างไทยจะได้แถลงถึงแพลตฟอร์มหรือรูปแบบทั้งหมดของการนำพาประเทศไปข้างหน้าทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ทั้งระบบว่าเรามองอย่างไร ซึ่งจะเป็นอุดมการณ์หลักๆ ดังนั้นในแต่ละสัปดาห์ต่อไปจะมีสมาชิกของเราลงในรายละเอียดของแต่ละประเด็น
ที่เรามารวมตัวกันเป็นพรรคไทยสร้างไทยด้วยปณิธานที่ตรงกันนั่นก็คือเราอยากสร้างประเทศนี้ให้เป็นประเทศที่ดีที่สุดและส่งมอบให้กับลูกหลานเราต่อไป ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่เราอยากจะบอกทุกคนว่าเราจะไม่เห็นแก่ตัว เราจะทำเพื่อส่วนรวมเป็นหลัก จะทำให้พี่น้องทุกคนไปข้างหน้าได้และอยู่ดีกินดี อีกสิ่งหนึ่งที่เราพูดจากันตลอดคือประเทศนี้มีวาทกรรมจำนวนมาก เช่น เราอยากให้ผู้คนอยู่ดีกินดีมีสุข มั่นคง หรือบอกว่าประเทศนี้มีกฎหมายจำนวนมากไม่จำเป็นและเป็นภาระไปหมด ปรากฏว่าในทางปฏิบัติไม่ได้มีใครไปทำอะไรที่จะขจัดสิ่งนี้อย่างจริงจัง
ประการต่อมาคือวาทกรรมอีกอย่างหนึ่งคือประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งเราได้ยินกันบ่อย ผมเป็นประชาชนผมถามว่าผมเป็นศูนย์กลางผมได้อะไรจากการที่ทุกคนก็มองประชาชน ขณะเดียวกันก็ยังบอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย หลายท่านก็จะบอกว่าได้ใช้อำนาจในวันลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ในวิถีชีวิตในการทำมาหากินแต่ละวันที่แสนลำบาก เราสามารถจะสื่อสารไปถึงผู้บริหารประเทศ สื่อสารไปถึงหน่วยงานของรัฐต่างๆ หรือเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ไปในทางบวกต่อพวกเราอย่างไรบ้าง ก็เป็นเรื่องที่ทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าลำบากมาก ทำไมระบบมันถึงวนเวียนเช่นนี้
เราจึงมาคิดกันว่าคำว่า ประชาชนเป็นศูนย์กลาง คือหัวใจของพรรคเรา ทำอย่างไรให้ประชาชนไทยตั้งแต่เกิดจนแก่เขาจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจที่เป็นคนไทย รู้สึกมีศักดิ์ศรี มีโอกาสและมีอนาคต ก็มาดูว่าทารกที่เกิดมาจากครรภ์มารดาจะดูแลเขาอย่างไรให้ดีที่สุดไปจนถึงเขาแก่ วันนี้เราเห็นแล้วว่าอัตราการเกิดของประชากรนั้นลดลงอย่างมากไม่สามารถทดแทนพ่อแม่เดิมได้แล้วเพราะอะไร เพราะคนที่จะมีลูกก็ไม่มั่นใจว่าลูกที่เกิดมานั้นจะเติบโตและมีโอกาส มีการศึกษาที่ดี มีอะไรต่อไปขนาดไหน ก็พยายามมีลูกน้อยที่สุดหรือมีช้าที่สุดเพื่อจะได้ให้เห็นว่ามีความพร้อมจึงจะทำได้
ถามว่าถ้าเราปล่อยสถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ มันจะเป็นอย่างไร ตรงนี้เองรัฐธรรมนูญก็มีอยู่แล้ว กฎหมายที่เกี่ยวข้องก็มีอยู่แล้วแต่ทำไมเราจึงทำให้ทารกในครรภ์มารดาและมารดาที่ตั้งครรภ์อยู่ในสุขภาพที่สมบูรณ์ที่สุดไม่ได้ เราต้องทำตรงนี้
เมื่อเขาโตขึ้นมาเขาต้องมีการศึกษา วันนี้ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงกระทั่งวัยเรียนอะไรที่เกิดขึ้นบ้างก็คือ รัฐบอกว่ามีการศึกษาฟรี 12 ปี แต่เราอ่านรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็สับสนว่าคืออะไรบ้าง แน่ๆ คือ 12 ปี ก็จบมัธยมปลายจากนั้นใครจะมีการศึกษาเพิ่มเติมขึ้น ทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้น ถ้าพ่อแม่ไม่มีเงินก็ต้องไปกู้หนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) วันนี้มีผู้เป็นหนี้ กยศ.ถึง 5.4 ล้านคน กองทุนนี้ก็ 6-7 หมื่นล้านก็เป็นหนี้ เด็กที่จบมาจะทำงานถ้าไปกู้หนี้มาเรียนก็ปวดหัวเรื่องหนี้ก่อนแล้วไม่ต้องคิดถึงการมีครอบครัว
ดังนั้น เราจึงคิดว่าเรื่องการศึกษาเรามีนโยบายที่จะให้เด็กไทยทุกคนเรียนฟรีจนจบปริญญาตรีและในระยะเวลาที่สั้นลงกว่าเดิม ถ้าเราออกแบบต่างๆ ซึ่งจะแนะนำเสนอต่อไปให้เห็นว่าเด็กไทยอายุ 18-19 ปี ก็สามารถจบปริญญาตรีได้แล้ว สิ่งที่ตามมาคือพ่อแม่นั้นจะประหยัดเวลาดูแลลูกไป 3-4 ปี เด็กเองจบมาไม่ต้องไปกู้หนี้เรียนก็ไม่มีหนี้ติดตัว เขาจะมีพลังอย่างมหาศาลที่จะก้าวไปข้างหน้า
ประการต่อมาคือเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ต้องขอบคุณคุณหญิงสุดารัตน์ในอดีตที่ได้ทำในเรื่องของ 30 บาทรักษาทุกโรค ซึ่งก็ไม่ได้ทำคนเดียวแต่มีหลายท่าน ซึ่งท่านก็เป็นคนหนึ่งที่ช่วยผลักดัน และนี่ก็เป็นรูปแบบมาตรฐานของประเทศไทย ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกก็พยายามมองดู แต่อย่างไรก็ตาม แม้คนที่ยากไร้จะได้รับการรักษาพยาบาลฟรีแต่การบริการความสะดวกสบายหรือมาตรฐานต่างๆ ยังดีไม่พอ เราจะต้องพัฒนาตรงนี้ให้ดียิ่งขึ้นอีก
เรื่องต่อมาคือ เรื่องของการทำมาหากิน ในวันนี้เราคงไม่สามารถลงรายละเอียดทุกเรื่องได้เพราะมีหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการจะต้องสร้าง eco system หรือสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำมาหากินต่างๆ เช่น เกษตรกรในเรื่องแหล่งน้ำ เรื่องราคาพืชผล แต่สิ่งที่เราเห็นตรงกันว่าที่เป็นอุปสรรคใหญ่ของผู้คนทั้งหมดคือระบบข้าราชการที่กำหนดในสองเรื่อง
เรื่องแรกคือ กฎระเบียบทั้งหลายที่ไม่มีความจำเป็นและเป็นอุปสรรค เป็นต้นทุนมหาศาลของผู้ประกอบการ ไม่นับปัญหาคอร์รัปชั่น นี่คือบ่อเกิดทั้งหมดเพราะคุณนำทุกเรื่องไปเป็นอำนาจในเรื่องไม่จำเป็น ทุกคนต้องวิ่งมาหาคุณ ทุกคนต้องวิ่งเต้นเส้นสาย และประเทศกำลังจมปรักไปสู่สิ่งเหล่านี้มากขึ้นทุกวัน
อีกประการหนึ่งคือ กระบวนการทางความคิด หรือ mindset ของข้าราชการ กฎระเบียบก็ล้าหลัง วิธีคิดก็ล้าหลังและเป็นภาระ แทนที่จะมีความรู้สึกว่าเราต้องช่วยเหลือ ส่งเสริม สนับสนุน เป็นหุ้นส่วนกับผู้ประกอบการ แต่กลับรู้สึกเป็นเจ้าขุนมูลนายที่ทุกคนต้องวิ่งมาหา
สองประการนี้ที่กดทับผู้คนโดยเฉพาะคนตัวเล็กอย่างมหาศาลและผลที่ออกมาคือคนตัวใหญ่ทำอะไรก็ได้เพราะว่ามีเครือข่าย มีเงิน และมีเทคโนโลยีที่ดีกว่า เพราะฉะนั้น คนยิ่งตัวเล็กก็ยิ่งลำบากยากจนไปเรื่อยๆ ดังนั้นเราจะต้องปลดปล่อยผู้คนจากระบบราชการ เราจะต้องมอบอำนาจหรือสร้างอำนาจให้ผู้คนให้เขาสามารถเข้าสู่การตรวจสอบการทำงานที่ล้าหลังได้ นี่คือสิ่งสำคัญในประเด็นนี้

