เป็นที่วิพากษ์ตลอดมา นับแต่ ครม.กดปุ่มไฟเขียวร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. … ที่สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ว่าด้วยการดูแล ควบคุมการดําเนินงานขององค์กรที่ไม่แสวงหารายได้หรือกําไรมาแบ่งปันกัน ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะเอ็นพีโอ (Non-Profit Organizations-NPOs) หรือองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรเท่านั้น ทว่าแท้จริงแล้ว ส่อเค้าส่งผลต่อการรวมกลุ่มในทุกรูปแบบ ไม่ว่าชมรมหรือมูลนิธิเนื่องจากนิยามของร่างกฎหมายค่อนข้างกว้าง ทั้งการบังคับใช้กฎหมายยังขึ้นกับดุลพินิจของเจ้าหน้าที่
กลายเป็นความกังวลใจของหลากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เขยิบเข้าขั้นหดหายไปอีกระดับ
บาดาร์ ฟาร์รุคฮ์ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ประจำประเทศไทย ปาฐกถาในงานเสวนา ‘ตีแผ่ร่างกฎหมายควบคุมภาคประชาสังคมต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนและผลกระทบ’ เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้หัวข้อ ‘ความสำคัญของสิทธิในเสรีภาพในการสมาคม และการหดตัวของพื้นที่ประชาสังคม’ ความว่า หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับการหดตัวของพื้นที่ภาคประชาสังคม ผ่านการใช้เครื่องมือทางกฎหมายที่มีเป้าหมายอยู่ที่กลุ่มสหภาพแรงงาน กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และภาคประชาสังคมในประเทศต่างๆ
“ภาคประชาสังคมที่มีชีวิตชีวาเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประชาธิปไตย พื้นที่ที่มีเสรีภาพย่อมเปิดกว้างให้พลเมืองทุกคนสามารถใช้สิทธิในการแสดงความเห็น รวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องสิทธิของตน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แต่เมื่อประชาธิปไตยอ่อนแอลง กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเพื่อประเด็นใดก็ย่อมตกเป็นเป้า ถูกป้ายสีและกดขี่ด้วยอำนาจ ทำให้ความมีชีวิตชีวาหายไป และทำให้พื้นที่เหล่านี้หดแคบลงผ่านการใช้กฎหมายและวิธีการนอกเหนือจากกฎหมาย เพื่อควบคุมกำกับการทำงานขององค์กรเหล่านี้ ทำให้พื้นที่ภาคประชาสังคมอาจมีการพลิกโฉม
เปลี่ยนหน้าไปจากเดิม”
บาดาร์ กล่าวอีกว่า กฎหมายเหล่านี้มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือเป็นเครื่องมือของรัฐ กำหนดให้องค์กรต้องรายงานทุกอย่างโดยละเอียดเข้มงวดจนกลายเป็นภาระ หรือมีข้อจำกัดเรื่องการรับเงินทุนจากต่างประเทศ บางกรณีกำหนดบทลงโทษทางการปกครองหรืออาจจะทางอาญา มอบอำนาจให้หน่วยงานที่กำกับดูแลสามารถใช้ดุลพินิจได้ อาจก่อให้เกิดผลกระทบตามมามากมาย เช่น ถูกเลือกปฏิบัติโดยรัฐ หรือถูกกดทับในทางกฎหมาย ตลอดจนเงื่อนไขเรื่องข้อจำกัดด้านเงินทุนที่อาจส่งผลให้ผู้มอบทุนหรือผู้บริจาคต้องคิดหนักในการให้เงิน การทำงานถูกขัดขวาง ยอดบริจาคลดลง เป็นต้น
“ที่ผ่านมาจะพบได้ว่ามีการกำหนดหัวข้อ ห้ามไม่ให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรทำงานในประเด็นที่กำหนดไว้กว้างๆ เช่น ห้ามไม่ให้ทำงานในประเด็นอ่อนไหว หรือประเด็นทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วโลก แม้อาจไม่ได้เป็นการห้ามโดยเด็ดขาดแต่ก็มีการสร้างบรรยากาศที่ต้องทำให้เซ็นเซอร์ตัวเองด้วยความกลัว บางประเทศมีการเขียนกฎหมายขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนมององค์กรไม่แสวงผลกำไรเป็นผู้ร้าย เป็นผู้รับเงินจากต่างประเทศ เป็นผู้ไม่ได้จงรักภักดีต่อชาติ ทำให้ลดการมีส่วนร่วมของประชาชน และลดความสามารถการทำงานขององค์กรเหล่านี้”
นอกจากนี้ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ใน 111 ประเทศทั่วโลก ภาคประชาสังคมยังถูกจำกัดอำนาจหน้าที่และการทำงาน โดยเฉพาะในปี 2020 ที่ผ่านมาซึ่งหลายประเทศออกนโยบายที่มีแนวโน้มจำกัดเสรีภาพมากขึ้นตามมาตรการการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 และเห็นได้ชัดในหลายๆ ประเทศ เช่น ฮังการี อินเดีย รัสเซีย โปแลนด์ ฮ่องกง เป็นต้น ขณะที่ประเทศไทยเองก็กำลังอยู่ในกระบวนการเสนอกฎหมายฉบับนี้
ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าผิดหวังอย่างยิ่ง
หากมีการออกกฎหมายเช่นนี้ในประเทศไทย ไม่เพียงแต่องค์กรไม่แสวงผลกำไรเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงเหล่าสื่อมวลชนที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน รวมทั้งอาจส่งผลต่อความ
ร่วมมือระหว่างประเทศขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรต่างๆ ด้วย
ในงานเดียวกันยังมีเนื้อหาน่าสนใจจากหลากวิทยากรบนเวทีเสวนา อาทิ สุนี ไชยรส ผู้ประสานงานขบวนการผู้หญิงปฏิรูปประเทศไทย (WeMove) ที่ชี้ว่า เหตุที่ภาคประชาชนออกมาคัดค้านร่างกฎหมายนี้
อย่างกว้างขวางเพราะเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองเสรีภาพในการรวมกลุ่ม องค์กรต่างๆ ล้วนแล้วแต่ควรตรวจสอบ วิจารณ์รัฐบาลได้ ทั้งองค์กรเหล่านี้ก็ช่วยสังคมซึ่งสอดคล้องกับกติกาสากลระหว่างประเทศ ดังนั้น เราจึงควรมีกฎหมายที่ส่งเสริมภาคประชาชนด้วย ที่ผ่านมาก็มีร่างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ภาคประชาชนหลายฝ่ายไปร่วมกันร่าง มีการรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง ขณะที่ก็มีร่างของฝ่ายประชาชนที่ไปเข้าชื่อเพื่อกดดันและย้ำให้กฎหมายฉบับดังกล่าวเข้าสู่รัฐสภา ดังนั้น จึงมีร่างของกระทรวง พม. และมีร่างกฎหมายเข้าชื่อโดยประชาชน โดยต่างก็มีเส้นทางชัดเจนว่าต้องให้สภาเป็นผู้พิจารณา
“แต่เมื่อร่างของกระทรวง พม.เข้ามติ ครม. แต่ ครม.กลับมติบอกว่าเอาร่างกฤษฎีกาเป็นหลักแล้วเอาร่างกระทรวง พม.เป็นร่างประกอบ กลายเป็นว่าร่างกฤษฎีกาเป็นหลักและทำให้เกิดการคัดค้านอย่างมากโดยเฉพาะกับองค์กรภาคประชาชน เพราะกฎหมายไม่ควรเป็นเช่นนี้ เนื่องจากร่างกฎหมายดังกล่าวให้ดุลพินิจแก่เจ้าหน้าที่ในการวิเคราะห์ว่าองค์กรใดทำงานอย่างไร”

ด้าน สุณัย ผาสุข ที่ปรึกษา Human Rights Watch ระบุว่า ร่างกฎหมายของรัฐบาลที่กำลังผลักดันเปรียบเหมือนคลื่นสึนามิที่ใหญ่ที่สุดที่จะกวาดล้างภาคประชาสังคมในไทยให้หมดสิ้น ไม่ใช่เป็นการล็อกเป้าแค่องค์กรเอกชนที่ทำงานด้านสิทธิการเมืองและสิทธิพลเมืองที่เป็นขาประจำ คู่ปรับกับรัฐบาลและกองทัพเท่านั้น แต่จะกวาดทุกภาคส่วนในสังคมไทย ไม่ว่าจะองค์กรที่ทำเรื่องสิทธิ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เยาวชนหรือผู้พิการ หากตีความอย่างกว้างขวางจริงๆ แม้แต่สมาคมหอการค้าทั้งในไทยและต่างชาติก็ไม่รอดเพราะคำนิยามของร่างกฎหมายนี้กว้างขวางมาก
“ร่างกฎหมายนี้เน้นย้ำถึงกิจการใดๆ ที่ไม่ใช่ของรัฐถูกจำกัด ควบคุมอย่างกว้างขวาง คือห้ามเห็นต่าง นี่เป็นความฝันของฝ่ายอำนาจนิยมที่มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2557 และค่อยๆ ชัดเจนมากขึ้น จะเห็นได้ว่ามีความพยายามในการใช้กฎหมายเพื่อควบคุมภาคประชาสังคมจนค่อยๆ มาตกผลึกในระยะหลัง ทำให้ภาคประชาชนที่เคยมีบทบาทอย่างมากขยับตัวไม่ได้”
ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เสนอให้จัดทำกฎหมายเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน เช่น ทบทวนหลักการและเหตุผลที่มุ่งเน้นการควบคุมและจำกัดสิทธิเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพองค์กรชุมชนหรือหมู่คณะอื่นๆ เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 42 และกำหนดความหมายของคำว่าองค์กรไม่แสวงหารายได้และกำไรมาแบ่งปันกันและขอบเขตของการบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น
ในขณะที่ สมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ในฐานะตัวแทนมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ทำให้นึกถึงกฎหมายฉบับอื่นๆ ก่อนหน้าในห้วงเวลาที่สังคมไทยมีพัฒนาการทางการเมืองถดถอย ตั้งแต่ปี 2549 เป็นต้นมา จะเห็นกฎหมายแปลกๆ เช่น กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และ พ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ เป็นต้น โดยคิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายที่รุกเข้าไปยังตัวองค์กรที่รัฐรู้สึกว่าน่ารำคาญ
โดยมาจากความฉุนของผู้บริหารประเทศที่มีต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือองค์กรที่ได้รับทุนระหว่างประเทศมาดำเนินการในไทย ดังนั้น จึงออกกฎหมายที่กวาดองค์กรไม่แสวงผลกำไรทั้งหมด
“สาระจริงๆ อยู่ที่มาตรา 20 คือพยายามจัดการเงินไหลเวียนจากต่างประเทศ และใช้กฎหมายกวาดต้อนเพื่อให้องค์กรมาอยู่ในกรอบที่รัฐข่มขู่ได้ จะเห็นได้ว่ารัฐตั้งใจเขียนกฎหมายให้คลุมเครือ ซึ่งนับเป็นศิลปะประเภทหนึ่งของรัฐในการปกครองประชาชน จึงส่งผลกระทบต่อองค์กรต่างๆ ซึ่งปกติก็แทบไม่มีอนาคตอยู่แล้ว หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน องค์กรต่างๆ ที่ยังทำงานอยู่ก็คงจะหายไปอีกครึ่งหนึ่งและเหลือแต่องค์กรเด็กดีของรัฐเท่านั้น” บก.ลายจุดฟันธง
จากมุมมองภาคประชาชน มาฟังความเห็นจากภาครัฐกันบ้าง โดยประเด็นนี้ กิตติ อินทรกุล รองอธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ระบุว่า
ร่างกฤษฎีกาดังกล่าวนั้นเมื่อร่างเสร็จก็ได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆ ไปให้ความเห็น เช่น กระทรวงการต่างประเทศ ตัวแทนจากสำนักข่าวกรอง กระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน เป็นต้น และเมื่อเข้า ครม.ในมตินั้นก็เห็นชอบแนวทางการยกร่างกฎหมายของกฤษฎีกา ดังนั้น กระทรวง พม.จึงต้องกลับไปรับฟังความเห็นต่อ
“ในกฎหมายฉบับนี้จะพบว่า กฤษฎีกาอ้างรัฐธรรมนูญเรื่องการส่งเสริมและพัฒนาองค์กรไม่แสวงหารายได้และกำไร และการกำกับดูแล โดยมีการเขียนหลักการว่า เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและให้มีกฎหมายเฉพาะที่ส่งเสริมองค์กรที่ทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน กำหนดกลไกการกำกับดูแลองค์กรไม่แสวงหารายได้เท่าที่จำเป็นและไม่เป็นภาระต่อประชาชน คุ้มครองประโยชน์สาธารณะและความสงบสุขเรียบร้อยตลอดจนศีลธรรมอันดี” กิตติกล่าว
อธิบดี พม.บอกด้วยว่า เมื่อกลับไปทวนมติ ครม.ที่ลงมติเห็นชอบในร่างกฎหมาย กระทรวง พม.ก็ได้รับความเห็นต่างๆ ไปพิจารณา โดยมีกรรมการที่มาจากรัฐจัดสรร 8 คน และจากองค์กรไม่แสวงหากำไรอีก 7 คน ซึ่งมาจากการเสนอชื่อกันขององค์กรต่างๆ เหล่านี้ ย้ำว่ากระทรวง พม.เปิดรับฟังความคิดเห็นหลายช่องทางไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม มีจุดยืนคือเป็นกลาง รับฟังความเห็นของ
ทุกคน
นี่คืออีกประเด็นความเคลื่อนไหวที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

