หน้าแรก การเมือง ไขข้อข้องใจปม...

ไขข้อข้องใจปมร้อน ปลดโควิด-19 ออกจากยูเซ็ป

15.02.22 | 07:18 น.

ไขข้อข้องใจปมร้อน ปลดโควิด-19 ออกจากยูเซ็ป

ทันทีที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เตรียมจะถอดโรคโควิด-19 ออกจากระบบบริการ เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต รักษาฟรีทุกที่ หรือ ยูเซ็ป (UCEP) โดยขณะนี้อยู่ระหว่างยกร่างประกาศ เพื่อลงนามก่อนจะให้มีผลบังคับในวันที่ 1 มีนาคม 2565 เป็นต้นไป แต่ประชาชนที่เจ็บป่วยด้วยโรคโควิด-19 ยังสามารถเข้าสู่ระบบการรักษาฟรีได้ตามสิทธิประกันสุขภาพเฉพาะบุคคล ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ หรือแม้แต่ประกันสุขภาพส่วนบุคคลอื่นๆ นั้น ก็เกิดกระแสคัดค้าน วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง มิหนำซ้ำ! กำลังจะกลายเป็นประเด็น การเมือง ด้วย

ประเด็นที่สร้างความวิตกกังวลมากที่สุด คือ เกรงว่า ประชาชนที่ติดเชื้อจะเดือดร้อนจากการต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาล อีกทั้งเกิดความสับสนในแนวทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นว่า ผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีโรคร่วม เช่น มะเร็ง โรคปอด เป็นต้น จึงยังมีความจำเป็นต้องใช้ศักยภาพของเตียงผู้ป่วยมากขึ้น ล่าสุด นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. ได้ขอหารือกับรัฐมนตรีว่าการ สธ. พิจารณาเลื่อนการประกาศออกไปอีก 1 เดือน หรือเริ่มวันที่ 1 เมษายน 2565 เพื่อให้เวลาประชาชนได้ทำความเข้าใจ และเตรียมพร้อมเข้าสู่กฎกติกาใหม่ แต่ยังไม่มีข้อสรุปใดๆ

ถามว่ายูเซ็ป คืออะไร ประชาชนได้ประโยชน์อะไรจากบริการนี้

ยูเซ็ป หรือ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) คือ สิทธิการรักษาตามนโยบายรัฐบาล เพื่อคุ้มครองผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตไม่ว่าจะใช้สิทธิรักษาพยาบาลจากกองทุนสุขภาพใดก็ตาม ให้สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (รพ.) ทุกแห่งที่ใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายจนพ้นวิกฤต หรือสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย แต่ต้องไม่เกิน 72 ชั่วโมง โดยประชาชนคนไทยที่มีอาการเจ็บป่วยเข้าข่ายเป็น ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่เข้าเกณฑ์การคัดแยก มีสิทธิใช้บริการยูเซ็ป

Advertisement

ที่ผ่านมา โรคโควิด-19 ได้ถูกประกาศให้ถือเป็น ภาวะฉุกเฉิน และได้จัดเข้าไปอยู่ในสิทธิยูเซ็ปตั้งแต่ปี 2563 ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อ/ป่วยโรคโควิด-19 กลายเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลฉุกเฉิน สามารถเข้ารับการรักษาฟรีได้ ไม่ว่าจะเป็นใน รพ.รัฐ หรือ รพ.เอกชน และไม่มีการจ่ายส่วนต่างใดๆ แม้จะเข้ารักษาใน รพ.เอกชนก็ตาม ยกเว้นการขอใช้สิทธิเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกให้เป็นสิทธิของผู้ป่วยหรือญาติที่จะทำความยินยอมตกลงกับสถานพยาบาลนั้นๆ

ถามต่อว่า หากถอดโรคโควิด-19 ออกจากยูเซ็ปแล้ว จะส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยหรือไม่ อย่างไร มีคำอธิบายว่า หลังจากโรคโควิด-19 ถูกถอดออกจากสิทธิยูเซ็ปหรือ การรักษาฉุกเฉินแล้ว ผลกระทบหลักที่จะตามมา คือ ผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ประสงค์รักษาฟรี จะเข้ารับการรักษาได้เฉพาะกับสถานพยาบาลที่ตนเองมีสิทธิอยู่เท่านั้น ได้แก่ สิทธิบัตรทอง สิทธิประกันสังคม สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ และสิทธิประกันสุขภาพเอกชน ดังนั้น หากผู้ป่วยโควิด-19 เข้ารับการรักษาใน รพ.เอกชนที่ไม่ได้มีสิทธิใดๆ อยู่จะต้องรับภาระจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง 100% และ รพ.เอกชนนั้น ไม่สามารถขอเบิกจ่ายกับภาครัฐได้อีก

ประกอบกับปัจจุบันสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ปรับลดการเบิกจ่ายค่ารักษาเกี่ยวกับโรคโควิด-19 โดยข้อมูล ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2565 ดังนี้ 1.ค่าตรวจเชื้อโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR จะจ่ายชดเชยในสถานพยาบาล ตามวิธีการตรวจ ตรวจ 2 ยีนส์จะจ่าย 900 บาท และ 3 ยีนส์ จ่าย 1,100 บาท แต่จะไม่มีค่าตรวจ (Swap) 2.การตรวจด้วย ATK จะจ่าย 350 บาท และ 250 บาท ขึ้นอยู่กับประเภทที่ใช้ตรวจ แต่จะต้องเป็น ATK แบบที่บุคลากรแพทย์ใช้ (professional use) และ 3.การรักษาตัวในฮอสปิเทล (Hospitel) อยู่ที่ 1,000 บาทต่อวัน เทียบเท่าการแยกกักตัวเองที่บ้าน (Home Isolation) ดังนั้น ส่วนต่างค่าใช้จ่ายที่เหลือ (กรณีเกินกว่าที่กำหนดไว้) ประชาชนอาจต้องรับภาระเพิ่มเติม ไม่ต่างจากการรักษาโรคอื่นๆ ที่หากสิทธิไม่ครอบคลุมก็ต้องจ่ายเอง

จริงหรือที่ว่า สาเหตุถอดโรคโควิด-19 ออกจากยูเซ็ป เพราะรัฐไม่มีงบประมาณดูแลประชาชนที่ติดเชื้อโควิด-19 เรื่องนี้ยังไม่มีคำยืนยันที่ชัดเจน แต่จากการตรวจสอบข้อมูล ล่าสุด พบว่า สปสช.ได้อนุมัติโอนค่าบริการเฉพาะโรคโควิด-19 ให้กับหน่วยบริการ ช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2564 แล้วรวม 21,203 ล้านบาทเศษ ยังไม่นับรวมกับช่วงก่อนหน้านี้และที่กำลังจะต้องโอนจ่ายเพิ่มเติมอีก

เรื่องนี้ นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการ สปสช. ยืนยันว่า การออกประกาศดังกล่าวเป็นอำนาจของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สธ. แต่ขณะนี้ยังไม่มีการปลดโรคโควิด-19 ออกจากภาวะฉุกเฉินตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สถานพยาบาล แต่หากมีการประกาศจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่รักษาฟรีผู้ป่วยโควิด-19 แล้ว

ยืนยันว่ายังรักษาฟรีและรักษาฟรีทุกโรค ไม่เฉพาะแค่โควิด-19 ทั้งนี้ ระบบสาธารณสุขของประเทศไทย คือ 1.เมื่อเจ็บป่วยจะได้รับการรักษาพยาบาลตามสิทธิที่ตัวเองมี เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ สิทธิประกันสังคมสิทธิบัตรทอง หรือประกันสุขภาพ 2.หากมีอาการเข้าข่ายฉุกเฉิน ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการในหน่วยบริการที่ใกล้บ้านที่สุดโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็น รพ.รัฐ หรือ รพ.เอกชน ซึ่งกรณีของโควิด-19 นั้น ตั้งแต่ปี 2563 สธ.ประกาศให้โรคโควิด-19 ถือเป็นเหตุฉุกเฉิน มาจนถึงช่วงการระบาดของเชื้อเดลต้า ที่ผู้ป่วยจะมีอาการรุนแรง เชื้อจะลงปอด ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ จึงต้องประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินเพื่อให้รีบนำผู้ป่วยเข้าไปรักษาให้เร็วที่สุด ดังนั้น หากมีการประกาศให้โรคนี้ไม่เป็นภาวะฉุกเฉิน ผู้ป่วยก็สามารถไปรับการรักษาพยาบาลได้ตามระบบปกติ เช่น หากใช้สิทธิบัตรทอง จะมีหน่วยบริการประจำที่ลงทะเบียนไว้ ผู้ป่วยสามารถไปรับบริการได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือหากเข้าระบบการดูแลแบบ HI สปสช.ก็ยังดูแลค่าใช้จ่ายให้เหมือนเดิม นพ.จเด็จ ยืนยัน

ด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองปลัด สธ. ชี้แจงแนวทางการรักษาโรคโควิด-19 ตามสิทธิการรักษาของประชาชน ว่า ข้อมูลโควิด-19 ชัดเจนว่า สายพันธุ์โอมิครอนความรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลต้ามากกว่า 7 เท่าตัว โดยกว่าร้อยละ 90 ของผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการหรือมีน้อยผู้เสียชีวิตน้อยกว่าปีที่แล้ว 10 เท่าตัว ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องทำให้โรคโควิด-19 เข้าข่ายฉุกเฉิน เพื่อสำรองเตียงในระบบยูเซ็ปไว้ให้ผู้ป่วยที่ควรได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิดสำหรับอาการเบื้องต้นที่เข้าข่ายวิกฤต รองปลัด สธ. บอกว่า คือ อาการหมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาการช็อก หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรงมาก จนมีอาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน แขนขาอ่อนแรง เลือดออกในสมอง หรืออื่นๆ ที่จะทำให้เสียชีวิต ทุพพลภาพ

ขณะที่ นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า ได้ประชุมเตรียมความพร้อมของกองทุนสุขภาพ 4 แห่ง เพื่อปรึกษาแนวทางรักษา ดังนี้ 1.กรมบัญชีกลาง เข้ารักษา รพ.รัฐทุกแห่ง เบิกสวัสดิการราชการ 2.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) บัตรทองมีสิทธิรักษา รพ.เครือข่ายทุกที่ เช่น สิทธิอยู่ต่างจังหวัดแต่มาทำงานกรุงเทพมหานคร ก็รักษาได้ ไม่จำเป็นต้องกลับจังหวัด 3.ประกันสังคม รอการเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการแพทย์ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ซึ่งคาดว่าจะมีการรักษา รพ.ในเครือข่ายประกันสังคมได้ และ 4.กองเศรษฐกิจสุขภาพและหลักประกันสุขภาพ ต่างด้าวก็รักษาตามที่ขึ้นทะเบียนไว้

ส่วนต่างด้าวไร้สิทธิหรือมีปัญหาสถานะ เตรียม รพ.ของ รพ.สังกัดกรุงเทพมหานคร (กทม.) และ รพ.รัฐทุกแห่งไว้