260 ส.ส. กับอำนาจต่อรอง แลกเปลี่ยน กับผลประโยชน์
หากประเมินจาก ‘ถ้อยแถลง’ อันดำเนินไปในลักษณาการแห่ง ‘กับปิยโวหาร’ ไม่ว่าจะจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล สอดรับกัน
ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ล้วนปวารณาตนเพื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้งสิ้น
กระนั้น ต่อนักการเมืองคนหนึ่ง ต่อพรรคการเมืองพรรคหนึ่งจะประเมินบทบาทจากบรรทัดฐานอะไร จากถ้อยแถลงหรือว่าจะจากที่ ลงมือปฏิบัติอย่างที่เห็นเด่นชัด
นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันในความภักดีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ถามว่ากำลังที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มาจากไหน กรณีครอบครัวช่างเหลาย่อมเป็นคำตอบได้
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ถึงกับเปล่งประกาศสายสัมพันธ์ระหว่าง ‘กลุ่ม 3 ป.’ ว่าดำเนินไปอย่างชนิด ‘ฟอร์เอฟเวอร์’ แต่ปรากฏการณ์แห่งการขับ ส.ส.ไปอยู่พรรคเศรษฐกิจไทยก็โจ่งแจ้งอย่างยิ่ง
ไม่มีใครรู้ว่าเบื้องหลัง 260 ส.ส.ที่ได้มาจะแลกด้วยการต่อรองผลประโยชน์ใดในทางการเมืองตามมา
ไม่ว่าจะมองความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าจะมองความสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล
แม้จะตกแต่งไว้ด้วยคำว่า ‘พรรคร่วมรัฐบาล’ แต่ก็ยังปรากฏการสำแดงพลังผ่านกระบวนการประท้วง การต่อรอง
260 ส.ส.ที่มีอยู่ในมือจึงเป็นการรวบรวมขึ้นมาจากฐานแห่งการแปลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสัญญาร่วม ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งที่จะตามมาจากการปรับครม.
ขณะเดียวกัน กระบวนการต่อรองเหล่านี้ก็ดำเนินไปภายใต้กฎแห่งอนิจจังไม่เที่ยง ขึ้นอยู่กับความมั่นคงและแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
พร้อมๆกันไปกับการสะสมกำลังของตนเพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง
ต้องยอมรับว่าคำวิงวอนร้องขอที่ว่า ‘ช่วยกันหน่อยนะ’ ไม่ว่าจะกระทำกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ว่าจะกระทำกับ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ มิได้เป็นเรื่องของน้ำใจไมตรี
ตรงกันข้าม ยังสอดแทรกไว้ด้วย ‘ผลประโยชน์’ ทางการเมือง
ความพยายามที่จะยื้อและซื้อเวลา ไม่ว่าจะในด้านของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะในด้านของพรรคร่วมรัฐบาล
คำถามอยู่ที่ใครเป็นฝ่ายได้ ใครเป็นฝ่ายต้องสูญเสียตามมา

