สถานะ ประยุทธ์ จันทร์โอชา แปรจาก ‘รุก’ มาเป็น ‘ตั้งรับ’
มีความคึกคักเป็นอย่างมากจาก ‘ฝ่ายค้าน’ ไม่ว่าจะเป็น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว แห่งพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แห่งพรรคก้าวไกล
แม้กระทั่ง นายมงคลกิตติ์ สุขสินธรานนท์ เมื่อรวมพลังกับ นายพิเชษฐ สถิรชวาล ก่อรูปขึ้นเป็น ‘กลุ่ม 16’ ก็มากด้วยความคึกคัก
เป็นความคึกคักในท่ามกลางการถามหา ‘พระ’ แขวนคอเป็นความคึกคักในท่ามกลางอาการปลงธรรมสังเวช อันหลุดออกมาจากปากของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
แม้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จะให้หลักประกันว่ามี 260 ส.ส.อยู่ในมือ กระนั้น เมื่อเห็นสีหน้าและแววตา ซึ่งมีประกายหมองคล้ำจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็เด่นชัด
เด่นชัดยิ่งว่าในสมรภูมิทางการเมืองนับแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็น ต้นไปมิได้อยู่ในสถานะ ‘รุก’ หากแต่เป็นการ ‘ตั้งรับ’
เด่นชัดยิ่งว่า ‘แดนประหาร’ หรือ ‘คิลลิ่ง ฟีลด์’ รออยู่ไม่ไกล
การขับเคลื่อนของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลในวันที่ 17 และในวันที่ 18 กุมภาพันธ์คือการเปิดแผลเพื่อรอซ้ำในการยุทธ์หน้า
ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ ‘ตั้งรับ’ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มิได้มีความพร้อมอย่างเพียงพอ ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือการแตกฉานซ่านเซ็นภายในพรรคพลังประชารัฐ
ไม่เพียงเพราะได้เกิดปรากฏการณ์ ‘พรรคเศรษฐกิจไทย’ หากแม้กระทั่งปรากฏการณ์ ‘กลุ่ม 16’ ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีนัก
แต่ละปรากฏการณ์นี้เท่ากับตอกย้ำให้เห็นว่าสถานการณ์เช่น ที่เคยเกิดขึ้นในเดือนกันยายนที่ผ่านมายังมิได้จบสิ้น ตรงกันข้ามกลับเผย ‘รังสีอำมหิต’ อันร้อนแรงมากยิ่งขึ้น
การอภิปรายทั่วไปใน 2 วันนี้อาจไม่มีการลงมติ แต่เป้าหมายใหญ่ก็ยังคงเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่างเด่นชัด
หากเดือนกุมภาพันธ์ร้อนแรง เดือนพฤษภาคมจะเป็นเช่นใด
หากย้อนกลับไปประเมินจากบทสรุปของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในห้วงที่เป็นผู้บัญชาการทหารบก ได้เน้นให้เห็นความหมายของการรุก และการรับในทางการเมืองว่ามีความสำคัญ
หากเปลี่ยนจาก ‘รุก’ กลับกลายเป็น ‘รับ’ นับว่าน่าเป็นห่วง
ยากเป็นอย่างยิ่งจะสามารถพลิกกลับมาเป็นฝ่าย ‘รุก’ ได้อีก ตรงกันข้ามสถานการณ์ ‘ตั้งรับ’ จะนำไปสู่การ ‘ถอย’ ต่อเนื่อง
สภาพในวันที่ 17 และ 18 กุมภาพันธ์เท่ากับเป็น ‘สัญญาณ’

