สถานีคิดเลขที่ 12 : น้ำตาริน -กินฝุ่น โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
คนกรุงเทพฯที่ต้องตื่นเช้าออกจากบ้าน นอกจากแวะเติมน้ำมันที่แพงมหากาฬ จนเปรียบกันว่าคนไทยอยู่ในยุค “น้ำตารินหน้าปั๊มน้ำมัน” ขนาดแก๊สโซฮอล์ E85 ที่นับว่าถูกที่สุดสำหรับรถเติมน้ำมันเบนซิน กลับราคาพุ่งเกินลิตรละ 28 บาทเข้าไปแล้ว
ไม่ใช่แค่เติมน้ำมันจนน้ำตารินเท่านั้น
ที่หนักหนาสาหัสสำหรับชีวิตคนไทย โดยเฉพาะคนเมืองกรุงก็คือ สถานการณ์ฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ที่ปกคลุมท้องฟ้าอย่างน่ากลัว
ออกจากบ้านแต่เช้าเหมือนเอาชีวิตร่างกายเข้าสู่วิกฤตทางอากาศ ทางระบบการหายใจ
ยิ่งถ้าขับรถขึ้นทางด่วน ซึ่งจำเป็นต้องขึ้นเพื่อเลี่ยงรถติดบนพื้นราบ ไม่ใช่เพราะเป็นคนรวยเลยขึ้นทางด่วนได้
บนทางด่วนจะยิ่งเห็นสภาพท้องฟ้าขมุกขมัวอย่างน่ากลัว
ทุกคนต้องถามตัวเองว่า เราจะต้องเจ็บป่วยระบบทางเดินหายใจหรือไม่ ปอดเราจะพังหรือไม่
ปัญหาที่ต้องคิดต่อมาก็คือ รัฐบาลไม่เคยมีมาตรการอะไรที่ชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เลยแม้แต่น้อย
เป็นเช่นนี้มาหลายปีแล้ว
นายกฯและรัฐมนตรีหลายคน อยู่ในอำนาจมาตั้งแต่ปี 2557 รวม 8 ปีเข้าไปแล้ว โดนชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์หนักทุกปีเรื่องไม่แก้พีเอ็ม 2.5
แต่ก็อยู่ได้ อยู่เฉยๆ
เฉพาะในปีนี้ สภาพฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เข้าขั้นวิกฤต เกิดมาตั้งแต่ปลายปี 2564 เข้าสู่ปี 2565 ก็ยังสาหัส
เฉพาะวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ฝุ่นละอองปกคลุมหนาแน่นอย่างน่าตกใจ เพราะมองเห็นได้ชัดมากเหนือท้องฟ้า กทม.
แต่ประชาชนก็ต้องรับสภาพปัญหากันไป
พูดง่ายๆ ว่าฝนจะตกหนัก น้ำจะท่วมสูง ฝุ่นละอองจนปกคลุมแน่นหนา หรือแม้แต่หมูแพง ข้าวของแพง
ทุกอย่างปล่อยให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติ ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด
เดี๋ยวจะดีขึ้นเอง
จึงยิ่งทำให้เข้าใจถึงคำอธิบายในแวดวงทางการเมืองที่กล่าวกันว่า ผู้นำรัฐบาลนี้ เข้ามาสู่อำนาจเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มไหนฝ่ายไหน
ผู้นำรัฐบาลจะเน้นแก้ปัญหาอย่างจริงจังในบางด้านบางเรื่อง
แต่หลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านนั้น ก็แก้ไขไปตามกลไกราชการ และกลไกธรรมชาติ กลไกตลาด
เรื่องของประชาชนทั่วไป ไม่ค่อยเน้น
ปล่อยไปตามยถากรรม
ดังนั้นน่าจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า เมื่อเกิดกระแสข่าวยุบสภาทีไร ประชาชนส่วนใหญ่ก็เริ่มมีความหวัง อาจจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ได้

