หน้าแรก การเมือง จุรินทร์ แจง ...

จุรินทร์ แจง ราคาน้ำมันพุ่ง ทำสินค้าแพง-เงินเฟ้อทั่วโลก พร้อมตรึงราคา ช่วยประชาชน

18.02.22 | 16:15 น.

จุรินทร์ ลุยแจงสภา ราคาพืชผลดี “เดินหน้าประกันรายได้ และทลายอุปสรรคส่งออก” พร้อม “ตรึงราคา” แก้ราคาสินค้าแพงช่วยประชาชน

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 เวลา 12.30 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 โดยมีนายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ในเรื่องของสินค้าราคาแพง ต้นเหตุสำคัญเกิดจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น น้ำมันเป็นปัจจัยสำคัญมีผลต่อการเพิ่มต้นทุนการขนส่งถึงร้อยละ 40 ค่าขนส่งระหว่างประเทศราคาสูงขึ้นมากในช่วงราคาน้ำมันเพิ่มสูง เช่น ค่าบรรทุกตู้ขนาด 40 ฟุต เพิ่มขึ้นจาก 49,000 บาทต่อตู้ เป็น 560,000 บาทต่อตู้ ราคาน้ำมันจึงมีผลกระทบต่อราคาสินค้าและตัวเลขเงินเฟ้อทั่วโลกไม่เฉพาะประเทศไทย ตัวอย่างประเทศสหรัฐฯ ก็แพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพุ่งสูงสุดในรอบ 39 ปี ประเทศอังกฤษ ราคาสินค้าพุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 30 ปี ประเทศไทยยังอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศในโลก สำหรับปี 64 ภาวะเงินเฟ้อของประเทศไทย +1.23% เมื่อเทียบกับประเทศสำคัญในโลก 177 ประเทศประเทศไทยเป็นลำดับที่ 154


ตรึงราคาสินค้า 18 กลุ่ม

“หมวดสินค้าสำคัญของไทยที่สูงขึ้นมีชัดเจนหมวดเดียว คือ หมวดการขนส่ง เพราะน้ำมันมีผลกระทบต่อราคาขนส่ง ทำให้เงินเฟ้อเฉพาะหมวดขนส่ง +7.74% ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นจนทำให้พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกว่าแพง ตั้งแต่เดือน ม.ค. 65 เป็นต้นมา ช่วงปีใหม่ถึงตรุษจีนเป็นช่วงที่คนไทยจับจ่ายใช้สอยมากขึ้นเป็นประจำทุกปี มีผลกระทบต่อตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ม.ค. +3.23% ประเทศไทยยังต่ำกว่าเกือบทุกประเทศในโลก บ้านเราถือว่าภาวะเงินเฟ้อไม่สูง ราคาสินค้าไม่ได้ขึ้นไปสูง ยกเว้นบางตัวที่ต้องยอมรับคือ หมู เพราะเกิดจากมาตรการที่ตรงจุดของรัฐบาลรวมทั้งของกระทรวงพาณิชย์กระทรวงเกษตรฯและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรึงราคาสินค้ารวมทั้งใช้มาตรการอื่นๆ ทำให้ราคาสินค้าหลายหมวดสามารถตรึงราคาไว้ได้

แต่ทันทีที่มีปัญหาในเดือน ม.ค.ตนให้กรมการค้าภายในประสานงาน ประชุมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิตสินค้า ผู้ประกอบการห้างค้าส่ง-ค้าปลีก และเกษตรกร ตรึงราคาสินค้าไว้ 18 กลุ่มสินค้าสำคัญประกอบด้วย

1.บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2.น้ำอัดลม 3.เครื่องใช้ไฟฟ้า 4.ซอสปรุงรส 5.อาหารกระป๋อง 6.ข้าวสารถุง 7.นมผลิตภัณฑ์จากนม 8.อาหารสัตว์ 9.ปุ๋ย 10.ยาฆ่าแมลง 11.เหล็ก 12.ปูนซีเมนต์ 13.กระดาษ 14.ยาเวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ 15.น้ำมันพืช 16.อาหารสด 17.ผลิตภัณฑ์ซักล้าง 18.บริการ โดยห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ตรึงราคาไว้ทั้งหมด ไม่ได้แพงขึ้นทั้งแผ่นดินอย่างที่เรามีความรู้สึกหรือได้อภิปรายกันไว้ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้” นายจุรินทร์ กล่าว

Advertisement

แก้ปัญหา ไข่-ไก่-น้ำมันปาล์ม

นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับไข่ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตร แก้ปัญหาเสร็จสิ้นภายในไม่เกิน 4 วัน โดยสมาคมผู้เลี้ยงผู้ผลิตผู้ค้าและผู้ส่งออกไข่ไก่ประกาศแจ้งจะปรับราคาไข่คละหน้าฟาร์มจาก 2.80 บาท/ฟอง เป็น 3 บาท/ฟอง วันรุ่งขึ้นกระทรวงพาณิชย์เชิญประชุมสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สหกรณ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับความร่วมมือ ตรึงราคาไข่หน้าฟาร์มไม่เกิน 2.90 บาท/ฟอง ยุคนี้ราคาไข่สูงสุดยังถูกกว่าหลายยุคที่ผ่านมา ไม่ได้แพงกว่าหลายยุคหลายสมัยที่ผ่านมา

ส่วนเรื่องไก่ ที่ห่วงว่าหมูแพงจะไปกินแทนไก่ กระทรวงพาณิชย์ได้แก้ปัญหาประกาศไก่เป็นสินค้าควบคุม ไม่ให้เกิดการฉวยโอกาสค้ากำไรเกินควร และได้กำหนดราคากำกับไก่หน้าฟาร์มไม่เกินกิโลกรัมละ 40 บาท ทั้งขอความร่วมมือห้างใหญ่ คุมราคา โดยเฉพาะในช่วงตรุษจีน จัดเทศกาลไก่ต้มไหว้เจ้า 189 บาท ขนาด 1.4-1.7 กิโลกรัม/ตัว จำนวน 100,000 ตัว ขณะที่ ราคาน้ำมันปาล์มขวด ที่ปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตรฯ ก็ได้ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา ราคาผลปาล์มดิบที่เป็นวัตถุดิบของการนำมากลั่นเป็นน้ำมันปาล์มขวดบริโภค จากอดีตผลปาล์มดิบราคากิโลกรัมละ 2-3 บาท แต่หลังจากบริหารจัดการในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาปาล์มดิบสูงขึ้นแตะ 9-11 บาท บางช่วงถึง 12 บาท สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ก็ได้ประกาศห้ามนำเข้าน้ำมันปาล์มทางบก ให้นำเข้าทางเรือเท่านั้น ทำให้การลักลอบลดลง

รับราคาหมูสูงขึ้น

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าหมูราคาสูงขึ้นจริง และรัฐบาลใช้ความพยายามแก้ปัญหาทั้งระบบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้ามาจับมือร่วมกันแก้ปัญหาบูรณาการทำให้ราคาหมูปรับลดลงมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นกลไกทางตลาดที่ผลผลิตหายไป ทำให้สุกรมีชีวิตราคาเพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลเร่งผลิตหมูเข้าสู่ระบบ กระทรวงพาณิชย์ มีมติห้ามส่งออกหมู ต้องการให้หมู 1,000,000 ตัวต่อปีโดยประมาณที่ส่งออกกลับเข้าระบบมาป้อนอีกส่วนนึง และ ตรวจสต๊อกหมูทั่วประเทศเพื่อป้องกันการกักตุน ทำให้หมูออกสู่ระบบเร็วขึ้น และอายัดหมูไว้ 980,240 กิโลกรัม ถ้าไม่พบความผิดหรือศาลตัดสินแล้ว ให้เร่งนำออกสู่ระบบ หมูจะได้ไม่ขาดตลาดราคาจะได้ลดลงมาอีก วานนี้ราคาหมูลงมาเหลือแค่กิโลกรัมละ 138 บาท

และเรื่องราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ ชี้แจงว่าในภาพรวมดีขึ้นเกือบทุกตัวตรงกันข้ามกับความรู้สึกหรือความเข้าใจที่บอกว่าตกต่ำจนติดปาก ข้าวความชื้น 15% ข้าวเปลือกเจ้า เฉลี่ยปี 64 ตันละ 8,918 บาท เดือน ม.ค. 65 ตันละ 8,156 บาท เดือน ก.พ. 8,329 บาท มันสำปะหลัง เมื่อก่อนกิโลกรัมละ 1 บาทกว่าตอนนี้ 2.50-2.60 บาท/กิโลกรัม บางช่วงถึง 2.70 บาท/กิโลกรัม ยางพาราที่เคยบอก 3 กิโลกรัม 100 ช่วงนี้ ยางแผ่นดิบชั้นสาม กิโลกรัมละ 60.55 บาท น้ำยางสดกิโลกรัมละ 65 บาท ขี้ยางหรือยางก้อนถ้วย ตอนนี้กิโลกรัมละ 25- 27 บาท ซึ่งยุคนี้ราคาพืชผลการเกษตรดีเกือบทุกตัวปาล์มน้ำมัน ช่วงนี้ 8.90 บาท/กิโลกรัม

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความชื้น 14.5% ตอนนี้กิโลกรัมละ 10 บาท จากราคาที่ประกัน 8.50 บาท ผลไม้ยิ่งราคาสูง ทุเรียนราคาเฉลี่ยปี 64 113.98 บาท/กิโลกรัม สูงสุดถึง 165 บาท/กิโลกรัม มังคุดเฉลี่ยปี 64 ราคา 48.77 บาท/กิโลกรัม สูงสุดถึง 210 บาท/กิโลกรัม มะพร้าว 12.47 บาท/ลูก ลองกองเบอร์หนึ่ง 32 บาท/กิโลกรัม สูงสุดถึง 50 บาท/กิโลกรัม ลำไยเกรดเอ ปี 64 เฉลี่ยทั้งปี 21.65 บาท/กิโลกรัม ราคาพืชผลการเกษตรถือว่าดีมากๆและถ้าพืชเกษตรตัวใดราคาตก เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รัฐบาลก็ยังมีนโยบายประกันรายได้เกษตรกรเข้ามาช่วยค้ำจุน มีหลักประกัน ที่มีเพื่อนสมาชิกถามว่าประกันละเอื้อนายทุนหรือเปล่า ขอตอบว่าเอื้อเกษตรกรเพราะประกันรายได้จะเอื้อนายทุนได้อย่างไร ถ้าราคาตกส่วนต่างจะโอนเข้าบัญชีธนาคาร ธ.ก.ส.เข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง

ปุ๋ยแพงเพราะน้ำมันแพง

นายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องปุ๋ยแพงจริงเพราะน้ำมันแพง และช่วงปีที่แล้วประเทศที่ผลิตส่วนใหญ่โดยเฉพาะจีนเก็บปุ๋ยไว้ใช้ในประเทศ เพราะนโยบายความมั่นคงด้านอาหารเก็บปุ๋ยไว้และลดกำลังการผลิตก่อนเข้าโอลิมปิกฤดูหนาวเพราะต้องการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม และอินเดียประมูลปุ๋ยล็อตใหญ่ไปทั่วโลกทำให้ปุ๋ยไปกองที่อินเดียเยอะตลาดก็ขาด กระทรวงพาณิชย์พยายามตรึงราคา เจรจากับผู้นำเข้า 19 บริษัท จัดปุ๋ยราคาถูก 4,500,000 กระสอบ 84 สูตร ลดราคาจากหน้าโรงงานกระสอบละ 20-50 บาทขายได้แล้ว 3,150,000 กระสอบ เมื่อวันที่ 21 ม.ค. 64 กระทรวงพาณิชย์ของบกลาง 960 ล้านบาท เพื่อช่วยลดราคาปุ๋ยกระสอบละ 50 บาท ช่วยผู้นำเข้ากระสอบละ 35 บาท ให้หลายฝ่ายช่วยนำเข้าเพิ่มปริมาณปุ๋ย ช่วยดอกเบี้ยเกษตรกร 3% เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อส่งเสริมการให้กลุ่มเกษตรกรสหกรณ์ซื้อปุ๋ยหน้าโรงงาน จะได้ปุ๋ยราคาถูกลง วันที่ 3 ก.พ.65 ตนทำหนังสือของบอีก 123 ล้านบาท เป็นงบเงินกู้ มาชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้นำเข้าและสหกรณ์ 3% เพื่อจูงใจให้นำเข้าปุ๋ยเกษตรกรซื้อปุ๋ยจากโรงงานมาขายให้สมาชิกราคาจะได้ต่ำลงบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งรอผลการพิจารณาของฝ่ายเลขาคือสภาพัฒน์อยู่

“ผมเชื่อว่าทุกฝ่ายก็ร้อนใจท่านนายกฯก็ร้อนใจ พวกเราก็ร้อนใจ ขอให้กระบวนการเหล่านี้ดำเนินการต่อไปว่าจะหาข้อยุติอย่างไร ทุกฝ่ายเป็นห่วงเกษตรกรทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามข่าวดีหลายฝ่ายประเมินแนวโน้มราคาปุ๋ยในตลาดโลกจะลดลงเพราะจีนจะเริ่มผลิตปุ๋ยมากขึ้นเพราะโอลิมปิกฤดูหนาวยุตติแล้วและอินเดียประมูลปุ๋ยในราคาต่ำ จะชี้นำตลาดและที่ผ่านมาปุ๋ยราคาแพงขึ้นมากทำให้หลายประเทศในโลกชะลอการซื้อปุ๋ย ทำให้ราคาปุ๋ยเริ่มปรับลดลงมา” นายจุรินทร์ กล่าว

ยันติดตามตลอด ปมทุจริตถุงมือยาง

นายจุรินทร์ กล่าวว่า สุดท้ายเรื่องกรณีการสอบเรื่องถุงมือยาง ติดตามตลอด ถ้าพบว่าใครไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด เราตั้งกรรมการสอบ 2 ส่วน 1.สอบวินัย 2.สอบทางละเมิด ถ้าพบว่ามีใครเข้าข่ายให้ชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งชุดวินัยสอบจบ มี 3-4 คน ที่ต้องรับความผิดลงโทษทางวินัย และชี้แล้วว่าให้ไล่ออกทั้งหมด ส่วนความผิดทางละเมิดผู้ที่ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายให้กับ องค์การคลังสินค้า(อคส.) 2,000 ล้านบาท บวกดอกเบี้ย ส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังแล้ว กระทรวงการคลังมีหน้าที่ตามกฏหมายชี้ขาดว่าใครต้องจ่ายจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งขั้นตอนกระบวนการเหล่านี้จะต้องดำเนินการต่อไปตามกฏหมาย ส่วนที่เหลืออยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)