‘บิ๊กตู่’ ซัด ‘โจ้’ เป็นนักเลงข้างถนน เจอ ‘โรม’ อัด ใจดำ-อำมหิต ปัดตอบเรื่อง ‘ปวีณ’ ลี้ภัย

18.02.22 | 20:40 น.

‘บิ๊กตู่’ ฉุน ซัด ‘โจ้’ สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล รู้จักให้เกียรติคนอื่นบ้าง เป็น ส.ส.แต่ทำตัวเหมือนนักเลงข้างถนน เจอ ‘โรม’ อัด ใจดำ อำมหิต ไม่ยอมตอบเรื่อง ‘ปวีณ’ ลี้ภัย

เมื่อเวลา 19.04 น.วันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงตอบโต้นายยุทธพงษ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า จากคำกล่าวของส.ส.เมื่อสักคู่นี้ ตนก็พยายามฟังทุกวัน วันนี้เป็นเรื่องของการให้รัฐมนตรีมาฟัง ในเรื่องของคำแนะนำในการปฏิบัติหน้าที่ในทุกเรื่อง แต่กริยาที่ท่านแสดงออกมานั้น ไม่น่าฟังไม่น่าดูเลย เพราะฉะนั้นกรุณารักษามารยาทด้วย รู้จักให้เกียรติคนอื่นเขาด้วย ตนคิดว่าท่านถูกเขาเรียกว่าส.ส.ผู้ทรงเกียรติ แต่ถ้าทำตัวแบบนี้ เหมือนนักเลงข้างถนน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอบคุณในข้อห่วงใยในเรื่องของการแก้ปัญหาเรื่องรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งก็รับฟังคำแนะนำและข้อห่วงใยต่างๆ นำไปสู่การหารือ เพราะทั้งหมดเรื่องนี้ตอนนี้อยู่ในกระบวนการที่จะต้องนำผลการพิจารณาต่างๆ ทั้งร่างสัญญารวมลงทุนต่างๆ ที่นำมาเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น ครม.จะได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย และหลักการบริหารบ้านเมืองที่ดี รอองบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน และเราต้องคำนึงถึงภาระการเงินขของรัฐที่จะต้องรับผิดชอบต่อไปด้วย ไม่ได้มุ่งงหมายว่าจะไปเอื้อประโยชน์กับใครหรือต้องการที่จะทิงทวนอย่างที่กล่าวหา

“กรุณาให้เกียรติกันบ้าง ผมไม่เคยไปก้าวล่วงอะไรท่านมากมายขนาดนี้ การใช้คำพูด ใช้กริยาที่ไม่เหมาะสม สำเนียงส่อภาษา กริยาส่อสกุล” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหาความยากจน ตนเน้นให้ความสำคัญกับประชาชนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการลดหนี้ภาคครัวเรือน และปัญหาเรื่องที่ดี หลายคนพูดว่านายกรัฐมนตรี ไม่เคยลำบาก ไม่เคยเป็นหนี้ ตนเคยลำบากมาเหมือนกัน ตนก็เป็นคนคนหนึ่งที่เติบโตแบบคนทั่วไป เช่นเดียวกับพวกท่าน เคยเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่ต้องทำงานแลกเงินเดือนแบบมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งเหมือนกัน อยู่ท่ามกลางความเสี่ยง ซึ่งก็มีค่าตอบแทนไม่มากนัก ฉะนั้นตนย่อมเข้าใจว่าความยากลำบากเป็นอย่างไร ถ้าเรามองความยากลำบากเป็นรายคน รายครอบครัวก็แน่นอนว่าต้องมีความแตกต่างกันอยู่ แต่รัฐบาลก็พยายามในการที่จะทำให้คนเหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้และมีความเข้มแข็งเพิ่มมากขึ้น

Advertisement

ดังนั้น คำกล่าวที่ว่ารัฐบาลไม่มีการสร้างแผนงานระยะกลาง ระยะยาว โดยให้แต่บัตรสวัสดิการ และโครงการคนละครึ่งนั้น คงไม่ใช่ลักษณะนี้อย่างเดียว ตนได้เตรียมแผนงานระยะปานกลาง ระยะยาวไว้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาทุกปัญหาที่มีมาในอดีตจนถึงปัจจุบัน บางเรื่องต้องใช้เวลานานพอสมควร เพราะต้องดำเนินการกลไกลในการแก้ปัญหา หาวิธีการกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับการแก้ไขเนื่องจากเป็นงานที่ยาก แต่ตนทิ้งไม่ได้ เพราะนี่คือประชาชนของเรา คนไทยของเรา ตนเข้าใจดีว่าประชาชนยากลำบากเดือดร้อน เพราะเป็นช่วงโควิด ต้องเดือดร้อนเป็นพิเศษ จะมาบอกว่ารัฐบาลไม่สนใจก็ไม่ถูกต้อง

“สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นมานี้ เมื่อเกิดก็ต้องแก้ไข แต่ต้องหาวิธีแก้ไขที่ดีที่สุด เพื่อผลประโยชน์ของชาติและประชาชน เพราะผมพูดอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจะพูดอะไรกันออกมา กรุณาระวังสักนิด อย่างน้อยก็ให้เกียรติซึ่งกันและกันบ้าง อย่าพูดในทำนองดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งผมพยายามอดทนอดกลั้นเต็มที่แล้ว ขอเรียนให้ทราบเท่านี้ ผ่านประธานสภาฯไปยังสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับท่าน ว่าจะเป็นอย่างไร ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงเสร็จสิ้น ได้ออกจากจากห้องประชุมสภาฯ ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นท้วงว่า “ผมเพิ่งอภิปรายเรื่องตำรวจ ท่านนายกรัฐมนตรีจะเดินหนีแบบนี้จริงหรือครับ ท่านจะไม่ตอบอะไรถึงกรณีที่คุณปวีณ ลี้ภัยเลยหรือครับ ท่านจะใจดำ อำมหิต แบบนี้จริงๆหรือครับ”

ทำให้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม ท้วงว่า อย่าเสียดสี แต่นายรังสิมันต์ แย้งว่า ตนอภิปรายตามญัตติ และตั้งคำถาม ตนเข้าใจว่าเป็นสิทธิ์ของนายกรัฐมนตรี แต่ถ้านายกรัฐมนตรีให้เกียรติสภาฯกรุณาตอบคำถามหน่อยว่าสิ่งที่ตนถามแม้เป็นเรื่องที่ผ่านมานาน แต่ท่านก็ควรจะรู้และควรจะชี้แจง ทำให้ท่านไม่คิดจะตอบอะไรเลย ตนเข้าใจดีว่าเรื่องนี้กระอักกระอ่วนต่อท่านนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าท่านจะใจดำ อำมหิตแบบนี้ก็ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว

สุดท้ายนายรังสิมันต์ ไม่ยอมถอนคำว่านายกรัฐมนตรีอำมหิต จนนายสุชาติ แจ้งว่ามีข้อบังคับอยู่เมื่อให้ถอนแล้วนายรังสิมันต์ไม่ยอมถอน ก็ต้องออกนอกห้องประชุม ทำให้นายรังสิมันต์ แจ้งว่า ตนพร้อมออกนอกห้องประชุม จากนั้นนายรังสิมันต์ เดินออกนอกห้องประชุมทันที