กมธ.คมนาคม สภา จัดสัมมนา “สายสีเขียวจะไปอย่างไรต่อ” “สารี” ชี้ เอกชนร่วมมือรัฐบาล ต้องไม่เอาเปรียบใคร มั่นใจ ลดค่าโดยสารได้ต่ำกว่า 65 บาท ด้าน คมนาคม แนะกทม.รีบหันหน้าเคลียร์ปัญหากรรมสิทธิ์ ขณะที่ “ก้าวไกล” แฉ “ดร.เอ้” เคยนั่งใน กก.ต่อรองราคา เหน็บ สุดท้ายพอลงผู้ว่าฯ ไม่กล้าบอกเห็นด้วยขยายสัมปทาน รฟฟ.สายสีเขียว
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพมหานคร คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร จัดสัมมนาภายใต้หัวข้อ “สายสีเขียวจะไปอย่างไรต่อ” โดยมีนายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เข้าร่วม
โดยนายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะประธาน กมธ.การคมนาคม กล่าวถึงการจัดสัมมนาครั้งนี้ว่า เป็นการจัดสัมมนาเพื่อหาทางออกให้กับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.เพื่อได้รับทราบสถานะโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน 2.เพื่อได้ทราบข้อมูลที่จะฝ่ายเสนอต่ออายุสัมปทานว่าจะเป็นผลดีผลเสียต่อประชาชนอย่างไร ในการเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน และ 3.เป็นการใช้เวทีระดมความคิดเพื่อหาทางออกจากภาคประชาชนร่วมกัน โดยเวทีนี้เป็นการนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาให้สาธารณชนได้รับทราบถึงข้อมูลการตัดสินใจของรัฐบาล
ด้าน น.ส.สารี กล่าวว่า หากเราไม่ทำอะไรเลยก็จะขาดโอกาสที่ทำให้ระบบรถไฟฟ้าเป็นบริการขนส่งมวลชนจริงๆ จะทำอย่างไรให้ทุกคนสามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้จริง เช่น ใน 100 คน มีคนใช้รถส่วนตัว 40 คน และในบริการขนส่งมวลชนทั้งหมดมีใช้รถไฟฟ้าเพียง 3 คนด้วยเหตุผลราคาแพง หากเปรียบเทียบกับต่างประเทศที่รวยกว่าเรา แต่เขาจ่ายค่าเดินทางน้อยกว่าเราเยอะ ทำไมบ้านเราถึงแพง โดยเฉพาะกรณีที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) 65 บาทนั้น ถามว่าจะทำให้ทุกคนไปใช้บริการได้อย่างไร ทำให้เกิดปัญหา และเชื่อว่าทุกภาคส่วนพยายามหาทางแก้ไขปัญหา ตอนนี้ที่เราทำได้คือต้องชะลอการต่อสัญญาสัมปทาน ซึ่งเรายังเหลือเวลา 7 ปีในการดำเนินการต่อสัญญา ฉะนั้นต้องหาทางออกว่าเราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้หมดโอกาสในการจัดการรถไฟฟ้าในประเทศของเรา และเราต้องไม่สร้างภาระให้กับคนรุ่นต่อไป ในส่วนของตนมีจุดยืนคืออยากเห็นว่ารัฐบาลและ กทม.ต้องจ่ายหนี้บริษัท อย่าให้ทำบริษัทเขามีปัญหาเรื่องสภาพคล่องและจะได้ไม่ต้องไปฟ้องร้องกัน ทั้งนี้จากการคำนวนค่าโดยสาร 65 บาทจะพบว่าเราอยู่ไม่ได้แน่นอน และอยากให้นึกย้อนไปตอนบีทีเอสยกเลิกตั๋วเดือน ทำให้คนเดือดร้อนมาก และจะเห็นว่าคนที่ใช้รถไฟฟ้าประจำจะสามารถจ่ายได้ 24-28 บาทเท่านั้น สิ่งที่เราต้องดูแลคือการทำให้ประชาชนมีค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนต่อเดือนหรืออัตราสูงสุดต่อวัน รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสามารถทำเรื่องเหล่านี้ ถ้าทำไม่ได้ก็ให้คนที่เขาทำได้มาทำ
น.ส.สารี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตัวเลขของ กทม. 65 บาท จะทำให้มีรายได้ 597,566 ล้านบาท ส่วนตัวเลขของกระทรวงคมนาคมประมาณ 50 บาท ทำให้มีรายได้ 380,200 ล้านบาท ถ้าเราลดค่าโดยสารลงเหลือ 25 บาท ก็ยังทำให้ กทม.มีรายได้อยู่ที่ 23,200 ล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าประเทศเราทำได้ แต่หากครม.พิจารณาแล้วเราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะต้องปฏิบัติตาม เราทำได้อย่างมากก็คือเสียค่าโง่ ดังนั้นทุกฝ่ายควรพิจารณาราคาให้ดีและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค ซึ่งราคา 65 บาทถือว่าไม่เป็นธรรม ตนก็มีข้อเสนอระยะสั้นว่า สิ่งที่กทม.ควรทำคือต้องเก็บเงินส่วนต่อขยาย ไม่ใช่อยู่ดีๆ ให้คนขึ้นฟรี เพราะต้องมองทั้งระบบเพื่อไม่ให้ไปลดทอนสิทธิของบริษัท อีกทั้ง กทม.ควรหารายได้จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เช่น สถานีต่างๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไร เราทำเรื่องที่ง่ายให้มันซับซ้อนพันกันไปหมดจนไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร และเชื่อว่า กทม.จะสามารถหาเงิน 3 หมื่นกว่าล้านบาทมาจ่ายคืนให้บริษัทได้อย่างแน่นอน เพราะเชื่อว่าประเทศเราจะไม่มีเงิน ส่วนข้อเสนอหลังหมดสัญญาสัมปทานก็ขอให้ประมูลเดินรถใหม่ ควรยึดว่าใครจะทำให้มีราคาถูกท่ามกลางมาตรฐานการให้บริการที่ประชาชนยอมรับได้ แต่ถ้ารัฐบาลพิจาราใช้ 65 บาทระวังผิดมาตรา 157 ว่ากำลังเอื้อประโยชน์ให้ใครหรือไม่ และยังสร้างภาระให้ผู้บริโภค
“เชื่อว่ากทม.จ่ายหนี้ได้แน่นอน สิ่งที่สำคัญคือถ้าเราทำอะไรโดยไม่คิดถึงอนาคตเราจะเสียโอกาส จะมีแต่ค่าโง่ที่ตามมา แล้วประชาชนจะอยู่ตรงไหน เราอยากให้ทุกส่วนรักษาผลประโยชน์ประชาชน ช่วยกันดูแล เอกชนควรร่วมมือรัฐบาลและไม่เอาเปรียบใครเลย” น.ส.สารี กล่าว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยรับฟังความคิดเห็นจากหลายแนวทาง ในส่วนกทม.ก็ให้ความเห็นว่าหากให้ลดหนี้ด้วยและลดค่าโดยสารด้วยกทม.จะอยู่อย่างไร ส่วนข้อเสนอที่ให้รัฐบาลจ่ายหนี้แทน ก็มีคำถามว่าทำไมรัฐบาลต้องเลือกมาดูแลเฉพาะคนขึ้นบีทีเอส คนอีกกลุ่มบอกว่าไม่งั้นรัฐบาลและกทม.ช่วยกันได้หรือไม่ ส่วนที่กระทรวงมหาดไทยมาเกี่ยวข้องเพราะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ของกทม.จะนำเข้าที่ประชุมครม.เองไม่ได้ กระทรวงมหาดไทยต้องนำเรื่องเข้าแทน หลักการเจรจาของกทม.คือหนี้ต้องชำระได้ เราจะไปเบี้ยวเขาไม่ได้ หากบริษัทเขาขาดสภาพคล่องหยุกการเดินรถประชาชนจะเดือดร้อน และเรื่องค่าใช้จ่ายจึงเกินตัวเลขอัตราที่ประชาชนจ่าย 65 บาท เพื่อให้บริษัทเดินรถได้ กทม.ใช้หนี้ได้ ทำให้ประชาชนต้องจ่ายอัตรานี้
ขณะที่นายสุรเชษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ซับซ้อนจริง แต่ปัญหาคือเรื่องกำลังจ่อเข้าที่ประชุมครม. วันนี้ตนมาในนามพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยในการขยายสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้คนที่รู้เงื่อนงำการเจรจาต่อสัญญาดีที่สุดก่อนจะมาเข้า ครม. 1 ในนั้นคือ นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ หรือ ดร.เอ้ ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่เคยไปนั่งเป็นกรรมการต่อรองราคา สุดท้ายพอตัวเองจะมาลงเป็นผู้ว่าฯ ก็ไม่กล้ายืนกับสิ่งที่ตัวเองตัดสินใจในนามกรรมการวันนั้น ไม่กล้าบอกว่าตัวเองเห็นด้วยกับการขยายสัญญาสัมปทาน หากเรื่องนี้ผ่านการพิจารณาของ ครม. เรากำลังจะเสียสัมปทานสายสีเขียวแบบไม่ชอบธรรม เพราะใช้ระบบที่ใหญ่เกินไปต่อความจำเป็น ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจและทางการเงิน ทุกวันนี้ กทม.ใช้เงินแบกอยู่ และไม่คุ้มค่า ขาดทุนไม่เยอะยังแบกไหว แต่ถ้ามโหฬารจะเอาเงินที่ไหนไปแบก นอกจากเงินภาษีปัจจุบันและเงินกู้ในอนาคต คนสร้างไม่ได้จ่าย แต่กลับให้ผู้ใช้เป็นคนจ่าย ถามว่าจะไหวหรือไม่ ส่วงทางออกต้องใช้ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 62
นายสุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ขึ้นอยู่กับการเมืองตัดสินใจและเงื่อนไขการเจรจา รวมถึงรายละเอียดในสัญญา หากจะเดินตามผู้มีอำนาจปัจจุบันคือกระทรวงมหาดไทย อย่างน้อยที่สุดต้องมาพร้อมกับความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ตอนนี้ยังมีใครกล้าพูดว่าเอาด้วยกับการขยายต่อสัญญาสัมปทาน เพราะมันไม่มีใครกล้าออกมา ทุกพรรคการเมืองรวมถึงรัฐมนตรีที่จะกล้าเห็นด้วย อย่างน้อยที่สุดคือถอนออกมาก่อน และต้องเจรจาใหม่แบบเปิดเผยและโปร่งใส ส่วนเรื่องค่าเดินทาง หากพรรค ก.ก.เป็นรัฐบาลจะผลักดันเรื่องตั๋วร่วมที่มีทุกสายมาร่วม โดยเฉพาะสายสีเขียว หากผู้ว่าฯ เป็นคนจากพรรค ก.ก. เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราจะหาเสียง รวมถึงเรื่องค่าสารร่วมเช่นรถเมล์ร่วมรถไฟฟ้าและไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน
นายสรพงศ์ กล่าวว่า สาเหตุที่กระทรวงคมนาคมต้องเข้ามาเกี่ยงข้องรถไฟฟฟ้าสายสีเขียว เพราะเป็นผู้ปฏิบัติ เป็นผู้กำกับดูแลและเป็นผู้ดำเนินการงานนโยบายในการขนส่งสาธารณะและขนส่งมวลชน โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายทั้งสองส่วนมอบหมายให้กระทรวงคมนาคมรับเหมา เพราะรถไฟฟ้าในส่วนต่อขยายโดยส่วนใหญ่อยู่นอกพื้นที่ กทม. และรฟม.มีอำนาจชัดเจนในการก่อสร้างนี่คือเจตนารมรณ์ตั้งแต่แรก เพราะเกรงว่าจะเป็นภาระกับท้องถิ่นคือ กทม. เราบูรณาการกับทุกหน่วยงาน ส่วนความถี่เรื่องการเดินรถจะให้เท่ากับเขตเมืองเป็นไปไม่ได้ เพราะผู้โดยสารและความต้องการในการเดินทางจำนวนไม่เท่ากัน สำหรับเรื่องเชิงนโยบาย ทางกระทรวงคมนาคมมีความกังวลถ้าอัตราค่าโดยสารแพงขึ้น เพราะหน่วยงานแรกที่โดนต่อว่าคือกระทรวงคมนาคม เราเองก็พยายามคุยกันจับมือกับทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหน้ากันเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เช่นรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพูที่จะไม่คิดค่าแลกเข้าซ้ำซ้อน แต่แปลกใจว่าคณะกรรมการเจรจาของรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่เคยพูดเรื่องนี้ไว้ หากปี 2602 ถ้าสายสีเขียวยังเป็นไข่แดง ทุกคนไม่เข้ามาเชื่อม ตนลดอัตรค่าโดยสารให้ไม่ได้ เพราะตนคงไม่โอกาสอยู่ได้ถึงวันนั้น ดังนั้นต้องเจรจากันให้จบในโอกาสนี้
นายสรพงศ์ กล่าวต่อว่า เราต้องเคลียร์เรื่องกฎหมายให้จบ โดย กทม.และกระทรวงคมนาคมหันหน้าเข้าหากันต้องรีบเคลียร์ปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์ เพื่อให้ กทม.เป็นเจ้าของโครงการและมีอิสระมากขึ้น ส่วนทางวิชาการต้องพูดคุยกันด้วยเหตุผลมากขึ้น ถ้าวันนี้ตนสามารถดำเนินการเรื่องนี้ได้เอง คิดว่าเมื่อ กทม.ได้ส่วนแรกและได้ส่วนที่สองไปแล้ว รออีก 7 ปี กทม.จะได้ทั้งหมดของสายสีเขียว ตอนนี้ที่ทำได้คือควรเอาเงินในอนาคตมาใช้จ่ายในช่วง 7 ปีนี้ให้จบ และใช้หนี้ค่าเดินรถและเริ่มปิดหนี้ตาม พ.ร.บ.ร่วมทุน

