ส่องความเห็น ผล‘ซักฟอก’แบบไม่ลงมติ
หมายเหตุ – ความเห็นภาคเอกชนและนักวิชาการ กรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เมื่อวันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2565

ธนิต โสรัตน์
รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้า
และอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย)
การอภิปรายทั่วไป ในแง่ของภาคเอกชน ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ตามปกติจะเป็นการอภิปรายตามมาตรา 151 ที่จะมีการลงคะแนนเสียงซึ่งก็พบว่าในอดีตส่วนใหญ่เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์รัฐบาลก็ยังกลับมาบริหารบ้านเมืองได้ตามปกติ ต่อให้ฝ่ายค้านจะมีข้อมูลหรือหลักฐานใดๆ ก็ตาม ในที่สุดแล้วไม่เกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่มานำเสนอ แต่เกี่ยวกับมือที่ยกคะแนนโหวตให้ รัฐบาลมีมือมากกว่าอยู่แล้วจึงจะจัดตั้งรัฐบาลได้ ดังนั้นจึงไม่มีผล อย่างน้อยอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อย โดยเฉพาะรัฐมนตรีคนใดที่ตอบไม่ชัด ตอบคำถามไม่ได้ก็อาจจะมีการปรับเก้าอี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ในขณะที่ครั้งนี้เป็นมาตรา 152 ไม่มีการลงมติ ก็ไม่มีผลอะไร แต่นายกรัฐมนตรีอาจกลับไปทำงานโดยรู้สึกมีอาการแสบๆ คันๆ บ้าง
การอภิปรายทั่วไปครั้งนี้ ขอชมอยู่สิ่งหนึ่ง คือทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการประชุมที่ดีขึ้น ไม่เป็นการแสดงหรือซื้อเวลาเหมือนในอดีต มีโอกาสได้คุยกับนักการเมือง ได้รับข้อมูลว่าการตลาดของการเมืองนั้นมีการเปลี่ยนแปลงเพราะมีคนรุ่นใหม่มาเป็นฐานเสียงมากยิ่งขึ้น ส.ส.ก็มีคนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมทำงานมากขึ้นเช่นกัน ทำให้การประชุมรูปแบบเดิมๆ ที่จะมาเล่นละครน้ำเน่า พูดปะทะคารมให้ตลกหรือขบขัน คงทำไม่ได้แล้ว เป็นสิ่งที่ดีทำให้การประชุมสภาดูมีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ได้เห็นการชำแหละหรือเปิดแผลของรัฐบาล มีการนำความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาล
ประเด็นการบริหารและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 ฝ่ายค้านได้หยิบยกขึ้นมาอาจช้าเกินไปในนาทีนี้ เพราะได้เลยปัญหาดังกล่าวไปแล้ว ปี 2564 มีการอภิปรายถึงความล้มเหลวเรื่องโควิด-19 แล้ว แต่ไม่มีผลใดๆ ตามมา ไม่สามารถทำให้รัฐบาลลงจากตำแหน่งได้ เวลานั้นมีปัญหาเรื่องวัคซีนป้องกันโควิดจริงๆ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันวัคซีนเกินเข็ม 2 ไปแล้ว รัฐบาลรับมือกับปัญหาโควิดได้ ส่วนสายพันธุ์ใหม่โอมิครอนไม่น่าจะมีผลกระทบอะไร เพราะรัฐบาลมีบทเรียนและก็คงไม่ล็อกดาวน์เพื่อทำให้เศรษฐกิจเสียหายแบบที่ผ่านมา
ขณะที่ประเด็นปัญหาของแพง เรื่องแรกคือ เรื่องเนื้อสุกรแพง ถือว่าเป็นจุดอ่อนหนึ่งของรัฐบาล ตอบคำถามได้ไม่ดี เพราะในช่วงที่มีปัญหานั้นได้มีการปกปิดข้อมูล เรื่องที่หมูเป็นโรคอหิวาต์แอฟริกา มีการต้องทำลายหมูทิ้ง ส่งผลให้เนื้อหมูขาดตลาดจนราคาเพิ่มขึ้นสูงมาก
ส่วนปัญหาของแพง ความเป็นจริงเกิดจากอัตราเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากทั่วโลก เนื่องจากปัญหาซัพพลายเชนสะดุด จากความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหันหลังโควิดคลี่คลาย ทำให้เงินเฟ้อแทรกเข้ามาจากค่าระวางเรือและต้นทุนต่างๆ ของวัตถุดิบ ประเทศไทยจึงเกิดปัญหาเงินเฟ้อตาม โดยเรื่องเงินเฟ้อนั้น นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งเป็นวันที่สองของการอภิปรายทั่วไป ได้เตรียมข้อมูลมาตอบคำถามดังกล่าวได้ดีในมุมมองของนักธุรกิจ อัตราเงินเฟ้อไทย เมื่อเดือนมกราคม 2565 ถึงแม้จะพุ่งขึ้นไปสูงถึง 3.2% ก็ยังเป็นประเทศที่ติดอยู่ในอันดับที่มีเงินเฟ้อต่ำ ที่สหรัฐอเมริกามีเงินเฟ้อสูงถึง 6-7% เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันโลก ที่ภายใน 45 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่ต้นปี 2565 เพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล คิดเป็นเพิ่มขึ้น 15% แล้ว เงินเฟ้อไทยก็ถือว่าขึ้นไม่มาก
ประเด็นเงินเฟ้อ ยังพบข้อได้เปรียบอีกเรื่องหนึ่งของรัฐบาล คือ รัฐบาลเพิ่งลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลลดลงมา 2 บาท จากลิตรละ 29.94 บาท ลดลงเหลือลิตรละ
27.94 บาท ที่ช่วยชะลอในการเพิ่มขึ้นของค่าขนส่ง และสินค้าต่างๆ จึงเป็นปัจจัยที่ชะลอเงินเฟ้อ

เกรียงไกร เธียรนุกุล
รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
การอภิปรายที่เกิดขึ้น ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะตอบทุกคำถามที่ฝ่ายค้านได้ส่งมา เท่าที่ได้ติดตามในช่วงสำคัญ รัฐบาลพยายามที่จะตอบคำถามทุกอย่างทุกด้าน แต่การตอบคำถามนั้น จะถูกใจหรือตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ด้านฝ่ายค้านก็ทำการบ้านมาค่อนข้างดีในการตั้งประเด็นคำถาม ตั้งข้อสงสัย ตั้งความไม่ไว้วางใจในหลายเรื่อง ทั้งการบริหารจัดการของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลในหลายๆ อย่าง
ขณะที่รัฐบาลทำการบ้านมาดีเช่นกัน พยายามตอบทุกคำถามและทุกมุม ข้อมูลเหล่านี้ยังเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรนำไปพิจารณาต่อ เพราะว่าในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งนี้ไม่มีการลงมติกัน เป็นเหมือนกับซ้อมก่อนที่จะมีการอภิปรายใหญ่
ใน 2 เดือนข้างหน้านี้ เชื่อว่าภาพของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งใหญ่ต้องมีความดุเดือดแน่ ดูจากในการอภิปรายในครั้งนี้ แม้ไม่มีการลงมติไว้วางใจ แต่ทั้งสองฝ่ายมีการเตรียมตัวค่อนข้างดี มีการประชุมสภา อภิปรายที่ดุเดือดเห็นได้จากอารมณ์ในการตอบโต้ การใช้คำพูด หรือการใช้น้ำเสียงตอบโต้อย่างมีอารมณ์ ในระดับที่คนนอกน่าจะสัมผัสได้ ขนาดแค่ซ้อมมือทั้งสองฝ่ายยังค่อนข้างจะมีการปะทะคารมกันพอสมควร แต่ถ้าถึงเวลาของจริง มีการอภิปรายต้องลงคะแนนด้วย เชื่อว่าคงจะดุเดือดขึ้นทวีคูณ
ส่วนทิศทางการอภิปรายครั้งหน้า ผลก็เป็นไปได้ทุกทาง ทุกฝ่ายมีสิทธิแพ้ชนะคะแนนโหวตกัน ขึ้นอยู่กับการอภิปรายว่ายังใช้เรื่องเดิมๆ ไม่มีเรื่องใหม่หรือไม่ ไม่แน่ใจว่าฝ่ายค้านจะมีเรื่องอะไร หรือประเด็นใหม่ๆ ที่จะมาตรวจสอบรัฐบาลเพิ่มขึ้นหรือเปล่า ถ้าในครั้งหน้าไม่มีของใหม่ ภาพของฝ่ายค้านก็อาจจะดูจืดไป อภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เกิดผลอะไรขึ้นมา เหมือนกับการเก็งข้อสอบ รัฐบาลรู้ว่าฝ่ายค้านที่จะมาอภิปรายจะยังคงใช้เรื่องเดิม รัฐบาลคงได้โอกาสเตรียมคำตอบของข้อสอบมาอย่างดี แต่ถ้าฝ่ายค้านมีข้อมูลใหม่ๆ ก็ทำให้การอภิปรายครั้งหน้ามีสีสัน

จุมพล ชื่นจิตต์ศิริ
นักวิชาการด้านนิติศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่
การอภิปรายไม่ไว้วางใจโดยไม่มีการลงมติ เมื่อ 17-18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านยกประเด็นมาอภิปรายเป็นการกล่าวอ้าง หยิบยกข้อความ หรือข่าวหรือภาพ มาจากสื่อมวลชนมากกว่า ยังไม่มีหลักฐานการอภิปรายเชิงลึก เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจในบางประเด็น แต่การจะไปถึงให้มากกว่าความน่าสนใจนั้นยังไม่มี ถ้าดูแล้วยังเป็นการกล่าวตามวิสัยของนักการเมืองอยู่ หรือเป็นเพียงการตีกินเท่านั้น เป็นวิสัยที่มีทำแบบนี้มาในทุกยุคทุกสมัย จริงๆ แล้วอยากจะเห็นในเรื่องของการนำประเด็นที่หยิบยกขึ้นมานั้นมีหลักฐานในเชิงประจักษ์ในการบริหารบ้านเมืองที่มีความผิดปกติ
การอภิปรายแบบไม่ลงมติในครั้งนี้ จึงทำได้เพียงการดิสเครดิต เป็นการพยายามลดความน่าเชื่อถือของรัฐบาลมากกว่า หากจะทำอะไรให้เกิดผลต่อไป ถ้ามีหลักฐานจะเอาผิดรัฐบาล คิดว่ามีช่องทางอยู่ แต่ยังต้องอาศัยพยานหลักฐาน แต่ยังไม่เห็นอะไรชัด
ในส่วนของฝ่ายรัฐบาล การตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้นทำได้ดีขึ้น แต่มองว่าหลังจากนี้ยังจะต้องมีการประคองการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ ที่ค่อนข้างบีบรัดในการบริหารราชการ หลังการอภิปรายนายกรัฐมนตรีควรจะเอาคนที่มีทักษะเชี่ยวชาญมีความสามารถเฉพาะในแต่ละด้านเข้ามาเสริมงาน แม้ว่าทีมเดิมจะมีคนดี คนเก่งอยู่แล้ว แต่ควรจะเชิญคนที่เป็นมืออาชีพ ในแต่ละด้านเข้ามาช่วยมากกว่า อาจจะตั้งทีมแต่ละเรื่องเข้ามาดูแลแก้ปัญหา ทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสุขภาพ
ในบางประเด็นตอบแบบมีหลักฐานยืนยัน บางประเด็นก็ให้หน่วยที่เกี่ยวข้องตอบ หลังจากนี้อาจจะมีการชี้แจงด้วยเอกสารราชการที่สามารถเปิดเผยได้ ให้สาธารณะได้รับทราบบ้าง ไม่ใช่ให้ประชาชนไปค้นหาข้อมูลกันเอาเอง โดยเฉพาะในเรื่องพลังงาน อยากให้ตอบชัดๆ เป็นเรื่องเป็นราว เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกันมากกว่าที่เป็นอยู่

หัสดิน สุวัฒนะพงศ์เชฏ
ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดนครชัยบุรินทร์
(นครราชสีมา, ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, สุรินทร์)
เนื่องจากเป็นการเปิดอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ทางฝ่ายค้านก็ได้แต่บ่นๆ รัฐบาลไปตามบทบาท รัฐบาลไม่กระเทือนอะไร เหมือนเป็นรัฐบาลเสริมใยเหล็ก ที่ไม่มีแอ๊กชั่นอะไรหลังจากจบการอภิปรายไปแล้ว แม้ว่า ส.ส.ฝ่ายค้านจะนำเรื่องหนี้ครัวเรือนที่มันเกิน 90% มาโจมตีรัฐบาล แต่เหมือนกับว่าคนไทยจะชินกับการทำมาหากินฝืดเคืองมาสักพักใหญ่ๆ แล้ว
ทั้งที่เรื่องเหล่านี้เป็นสาระสำคัญของการบริหารประเทศที่ไม่ดีพอ ของทุกอย่างก็แพง น้ำมันดีเซลแม้ว่าจะมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงมา 3 บาท แต่ลดน้ำมันดีเซลลงแค่ลิตรละ 2 บาท ก็ยังไม่เห็นมีใครออกมาโวยเลย รัฐบาลแก้แค่ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อรอเวลาให้หมดวาระ ไม่ได้มีการวางนโยบายว่าในระยะยาวจะไปต่ออย่างไร
ถ้าจะพูดถึงเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยเติบโตน้อยกว่าเกือบทุกประเทศในอาเซียน ไม่มีนโยบายอะไรจูงใจให้นักลงทุนอยากมาที่ประเทศไทย ที่เห็นได้ชัด เช่น กรณีที่ประเทศเมียนมา มีปัญหาเรื่องของรัฐบาลทหาร ทำให้ประเทศในยุโรปแบนการส่งออกหลายอย่าง โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องย้ายฐานการผลิตออกจากเมียนมา ปกติก็จะหาที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย แต่แห่ไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย และเวียดนามแทน
เรื่องแบบนี้แม้ฝ่ายค้านจะพยายามอภิปรายชี้แจงในสภาแล้วก็ตาม ก็ยังไม่สามารถทำให้รัฐบาลเกิดความสะทกสะท้านอะไรได้เลย ถ้าเป็นในอดีตรัฐบาลต้องออกแอ๊กชั่นปรับ ครม. หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายอะไรที่เป็นรูปธรรมขึ้นมาบ้าง
ขณะเดียวกันจากการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง รัฐบาลขาดรายได้หลายหมื่นล้านบาท ก็ต้องเร่งหารายได้อื่นมาทดแทน ตอนนี้ก็ไม่เห็นทางอื่น มั่นใจว่ารัฐบาลต้องไปกู้เงินมาอีก ถ้าไม่กู้ก็ไปไม่รอด ผมจึงเป็นห่วงว่าวันนี้กลายเป็นความชินชาของคนไทยไปแล้ว ถ้าคนไทยยอมรับสภาพแบบนี้ต่อไป ประเทศก็จะถดถอยไปเรื่อยๆ ไม่ต้องไปเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเศรษฐกิจเราเริ่มถอยมาอยู่อันดับท้ายๆ ในอาเซียนแล้วตอนนี้ รัฐบาลจะเสริมใยเหล็กอย่างไร จะอยู่รอดจนครบเทอมหรือไม่ ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะการเมืองก็คือการเมือง แต่ผลกระทบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นขณะนี้มันเป็นเรื่องจริงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลเอง ก็ต้องออกมาแอ๊กชั่นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศก็จะถดถอยไปเรื่อยๆ เหมือนที่เป็นอยู่ขณะนี้

