วิโรจน์ กระตุกกทม. ต้องไม่จัดระเบียบย่านเมืองเก่าโดยใช้วิธีจัดระเบียบทหารเกณฑ์
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ว่าที่ผู้สมัครผู้ว่าฯกทม. จากพรรคก้าวไกล เขียนข้อความทางเฟซบุ๊ก แสดงความเห็น เรื่อง กทม. ต้องไม่จัดระเบียบย่านเมืองเก่า โดยใช้วิธีจัดระเบียบทหารเกณฑ์ ระบุว่า
สวัสดีครับ ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้มาเยือนพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ เป็นโซนกรุงเทพชั้นใน อยู่ติดกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ กระทรวงสำคัญต่างๆ กรุงเทพชั้นในนั้น เป็นย่านชุมชนที่มีสเน่ห์ เพราะสถาปัตยกรรมที่ผ่านทั้งเวลาและประวัติศาสตร์อยู่อยู่รายล้อมผู้คนและเป็นพื้นที่ให้ผู้ที่มีวิถีชีวิตคนจริงๆ
ผมได้เดินพูดคุยกับคุณพ่อคุณแม่หลายท่านในพื้นชุมชนตรอกพานถมและตรอกหลังวัดราชนัดดา โดยมี คุณกิ๊ก ศศิธร ว่าที่ผู้สมัคร ส.ก. ส่วนใหญ่พี่น้องประชาชนแสดงความคิดเห็นกันเข้ามามากเรื่องปัญหาการจัดระเบียบที่สั่งการลงมาจาก กทม. โดยขาดการมีส่วนร่วมของผู้คนในพื้นที่
ผมอยากถามว่า กี่ปีมาแล้วที่เราต้องอยู่กับการจัดระเบียบ ตื่นเช้ามาก็มีเจ้าหน้าที่บังคับให้ใช้ร่มสีเหมือนกัน ต้องทำอะไรเหมือนกันตามคำสั่งของข้าราชการกทม. ถามง่ายๆ หากร่มเสียจะเอามาแจกไหม เสียไม่พร้อมกันจะทำยังไง เขตจะหาร่มสีเดิมมาทดแทนให้ได้จริงๆ หรือวิธีการทำงานที่ถูกต้อง เราต้องเลิกมองประชาชนเป็นทหารเกณฑ์ เลิกชี้นิ้วสั่ง เลิกเพ่งโทษประชาชน แต่ต้องคุย ต้องทำความเข้าใจ ต้องถามไถ่ให้เข้าใจถึงสาเหตุของปัญหา
ผู้ว่าฯ และกรุงเทพมหานครต้องเลิกทำตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้านาย คอยชี้นิ้วจัดระเบียบประชาชนได้แล้ว ผู้ว่าฯ และกรุงเทพมหานคร ต้องตระหนักเสียใหม่ว่า ประชาชนต่างหากที่เป็น “เจ้านาย” ตัวเองต่างหากที่เป็น “ลูกน้องที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน” มีหน้าทีให้บริการประชาชน และคอยรักษากติกาที่ประชาชนได้ตกลงร่วมกัน เพื่อให้คนกรุงเทพที่เป็นเจ้านาย ได้อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก และเข้าอกเข้าใจกัน
ผมคิดว่าผู้ว่าฯ และกรุงเทพมหานคร ต้องเข้าใจคำว่า “ศิลปะ และเสน่ห์ของย่าน” เสียใหม่ ผมตกใจมากที่ชาวบ้านมาเล่าให้ผมฟังว่า นอกจากจะสั่งให้พ่อค้าแม่ขายใช้ร่มสีเดียวกันแล้ว ยังเคยคิดถึงขั้นจะบังคับให้พ่อค้าแม่ขายใส่เสื้อสีเหมือนๆ กันอีกด้วย ผมต้องตั้งคำถามว่า การบังคับให้ทุกๆ คนทำอะไรเหมือนๆ กันแบบทหารเกณฑ์ มันเป็นศิลปะตรงไหน มันมีเสน่ห์ตรงไหน ความแตกต่างกันภายใต้การซักซ้อมกรอบหลวมๆ ร่วมกันของประชาชนต่างหาก ที่จะดึงเสน่ห์ของย่าน ดึงการมีส่วนร่วมของประชาชน และนี่คือ Soft Power ที่เกิดประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง
บริเวณนี้คูคลองเยอะครับ ถ้าจะดูแลคูคลอง ก็ทำให้ถูก พ.ร.บ. รักษาความสะอาดได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะมีใครทำตัวเป็นเจ้านายประชาชน เข้าไปสั่ง เข้าไปบังคับ หากผู้ว่าฯ ชื่อวิโรจน์ ผมบอกเลยว่าจะไม่มีการบังคับกันแน่นอน แต่เราจะคุยกัน หาทางออกร่วมกันครับ
อีกข้อหนึ่งที่ผมเห็นชัดเจน คือการอ้างการจัดระเบียบเพื่อกรุงเทพที่ดีกว่า แต่ คนกรุงเทพในนิยามของผม คือคนที่มีชีวิตอยู่ในกรุงเทพทุกคน รวมทั้งคนที่มาจากถิ่นฐานอื่นที่มาหากิน นี่คือคนกรุงเทพ กทม.ต้องคืนความสะดวกสบาย และอำนวยให้คนกรุงเทพ ให้คนที่เป็นคนมีชีวิตมีหัวใจครับ ไม่ใช้เน้นปัดกวาดเช็คถู เพื่อให้ตึก สิ่งก่อสร้างที่ไม่มีชีวิตสวยงาม
ผมมองว่า ที่ผ่านมาเราขาดการรับฟัง สิ่งที่ข้าราชการกทม. ควรทำ คือ การจัดการวงประชาพิจารณ์ให้ประชาชนได้พูดคุยกัน ภายใต้การเคารพกฎหมายโดยเคารพซึ่งกันและกัน
กฎหมายที่มีอยู่ผมยืนยันว่าต้องบังคับใช้ แต่ในฐานะผู้ว่าฯ และกทม. ต้องรับฟังเสียงของประชาชน ออกแบบทางออกร่วมกัน
การที่ผมได้มาเดินบริเวณกรุงเทพชั้นใน ได้เห็นวิถีชีวิตผู้คน เห็นคนเฒ่าคนแก่ที่เติบโตมาพร้อมๆ กับเมือง และก็เห็นคนเหล่านี้ถูกจัดระเบียบ ถูกบังคับ ถูกสั่งให้ทำตามนโยบายต่างๆ ขอเมืองโดยไม่ฟังพวกเขา ทำให้ผมรู้สึกว่า เรายังมีทางออกอีกมาก แต่กทม. ไม่ทำ ผมยกตัวอย่างพื้นที่ตลาดในกรุงเทพยังขาดแคลนอีกมาก ที่ผ่านมากรุงเทพไม่ได้ให้ความสำคัญ
เราสามารถไปพัฒนาพื้นที่ตลาด จัดสรรรตลาดยามค่ำคืน แต่ต้องไม่ใช่การเข้าไปตั้งตลาดแล้วให้คนไปขายจบ แบบนั้นมันไม่มีประโยชน์ เราต้องออกแบบขนส่งสาธารณะที่จะพาผู้คนเข้าไปใช้บริการ ไปพร้อมๆ กับพัฒนาพื้นที่ตลาดให้กับประชาชนสามารถทำมาหากินได้
กรุงเทพมีสเน่ห์นะครับ บางจุดเป็นเมืองสวยมากๆ เราจะอนุรักษ์ เราจะจัดระเบียบ เพื่อความสวยงามแห้งแล้งไร้มิติอย่างเดียว โดยไม่โอบรับชีวิตผู้คนที่เขามาอาศัย ที่เขาเติบโตในเมืองๆ นี้ไม่ได้หรอกครับ
การพัฒนาเมืองที่ดี จึงต้องเอาประชาชนเข้ามาอยู่ในสมการด้วยครับ

