‘ราเมศ’ ปัดน้อยใจ ‘จุรินทร์’ ขอสู้คำสบประมาท ลดงานกม.กลับพื้นที่ ชิงตั๋วลงส.ส.พังงา

26.02.22 | 12:20 น.

ประชาธิปัตย์คือชีวิต! “ราเมศ” ประกาศลดบทบาทมือกฎหมายพรรค ลุยลงพื้นที่ เตรียมเลือกตั้ง ส.ส.เขต 2 พังงา ปัด น้อยใจ “จุรินทร์” ส่งอีกคนลง ลั่น ขอฟังบัญชา “เฉลิมชัย” คนเดียว

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรค ปชป. แถลงกรณีกระแสข่าวว่า ตนจะลาออกจากพรรค ปชป. ว่า พรรคประชาธิปัตย์คือชีวิต แต่การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองย่อมมีปัญหาอุปสรรค ที่ผ่านมาตนลงพื้นที่เขต 2 จ.พังงา ประกอบด้วย 4 อำเภอ คือ อ.ตะกั่วป่า อ.ท้ายเหมือง อ.คุระบุรี และ อ.กะปง ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้น จากการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของพรรคยังไม่มีผู้สมัครในเขตดังกล่าว จากการลงพื้นที่ได้ทราบปัญหาจำนวนมาก ปัญหาใหญ่ที่สุดคือกระบวนการในการพิสูจน์สิทธิ์ การขีดเขตป่าให้เป็นผืนป่าของรัฐโดยรุกที่ดินของชาวบ้าน ตนคลุกคลีในพื้นที่มาตลอด ถึงเวลาที่ขออาสาทำงานให้ประชาชนในบ้านเกิด ตามกระบวนการของพรรค ข้อบังคับพรรค


นายราเมศ กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นสมาชิกพรรคมีสิทธิอันชอบธรรม ที่จะใช้สิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค ตามข้อบังคับพรรค ข้อ 17 ที่ระบุว่า สมาชิกมีสิทธิขอเสนอตัวลงเลือกตั้งในนามพรรค ในการเลือกตั้งที่ราษฎรจะเป็นผู้เลือกทั้งหมด ตนได้ทำหนังสือแสดงเจตจำนงต่อ 2 ท่าน คือ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค และนายเดชอิศม์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ในฐานะรองหัวหน้าพรรครับผิดชอบภาคใต้ ในการเสนอตัวเป็นผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 จ.พังงา

“ที่ผ่านมาผมทำงานให้พรรคมาตลอด ระหว่างลงพื้นที่มีการปล่อยข่าวต่างๆ นานา ว่ามีการกำหนดตัวผู้สมัครในเขตเลือกตั้งที่ 2 จ.พังงา ทั้งที่ยังไม่มีการกำหนด ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการข้อบังคับพรรค และรัฐธรรมนูญ และมีการพูดถึงว่าไม่มีใครรู้จักผม ตรงนี้เป็นเหตุผลที่เปิดแคมเปญตามหาคนรู้จัก เพื่อพิสูจน์ให้พี่น้องเขต 2 พังงา ได้รู้ว่าผมคือลูกหลานของพี่น้องประชาชน และจะเดินไปพบพี่น้องให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ยังมีการยกเรื่องฐานะความเป็นอยู่ของผม เรื่องส่วนตัว ฐานะส่วนตัวว่าไม่มีฐานะร่ำรวย ไม่มีเงินมากมาย เป็นลูกชาวบ้าน ซึ่งผมไม่ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ เพราะป็นเรื่องจริง ผมเป็นลูกชาวบ้าน แสดงว่า ผมเป็นฐานันดรเดียวกับชาวบ้านทุกครัวเรือนที่อยู่ในเขต 2 พังงา ผมไม่พูดว่า ใครเป็นคนพูด แต่จะพิสูจน์ให้เห็น ว่า ลูกชาวบ้านไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานให้พี่น้องประชาชน และถ้าเกิดเป็นลูกชาวบ้านแล้วสิ้นหวัง แล้วจะให้ชาวบ้านหวังอะไรได้ต่อจากนี้” นายราเมศ กล่าว

นายราเมศ กล่าวต่อว่า เมื่อตนแจ้งความประสงค์จะลงพื้นที่เวลาทุกนาทีต่อจากนี้มีค่าที่สุด จึงจำเป็นต้องขอลดบทบาท เรื่องกฎหมายในส่วนกลางของพรรคลง ทุกอย่างที่ตนรับผิดชอบอยู่มีจำนวนมาก ทั้งคดีของพรรค และคดีส่วนตัวของแต่ละคน ทั้งที่อยู่ในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลยุติธรรม ตนได้ส่งต่อทั้งหมดให้ผู้มีอำนาจหน้าที่เรียบร้อยแล้ว แต่งานกฎหมายของพรรคเรื่องใดที่ตนพอช่วยได้ ก็พร้อมรับคำสั่งจากนายเฉลิมชัยเท่านั้น ขอให้ท่านแจ้งมา ตนพร้อมที่จะทำงานตามบัญชาของท่าน

Advertisement

เมื่อถามว่า จะลาออกจากตำแหน่งโฆษกพรรคด้วยหรือไม่ นายราเมศ กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ตำแหน่งโฆษกพรรคที่ประชุมใหญ่ของพรรคเลือกตนมา”

เมื่อถามว่า เหตุใดจึงฟังคำสั่งเฉพาะนายเฉลิมชัย แต่ไม่รับคำสั่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคปชป. นายราเมศ กล่าวว่า การดำเนินงานภายในของพรรค เลขาธิการพรรคเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องนี้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ไม่ได้เกิดความขุ่นเคืองใจกับหัวหน้าพรรค เนื่องจากจะมีการสนับสนุนบุคคลอื่นลงสมัครในเขตดังกล่าวแทนใช่หรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า ตามข้อบังคับและรัฐธรรมนูญทุกคนมีสิทธิ ถ้าเป็นสมาชิกพรรคต้องแข่งขันกันตามกระบวนการ และความเป็นธรรม

“นายจุรินทร์เป็นนักการเมืองคนแรกที่ผมรู้จัก และวิ่งตามในสมัยที่หาเสียงในเขต 2 จ.พังงา ไม่มีเหตุอันใดที่ผมจะไปขัดข้องหมองใจกับหัวหน้าพรรค ผมยังมีความเคารพในฐานะที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรค ไม่มีเหตุอะไรต้องน้อยใจ ผมอยู่กับพรรคมา 10 กว่าปี ผ่านอะไรมามากพอสมควร” นายราเมศ กล่าว

เมื่อถามว่า ถ้าไม่ได้ลงสมัครในเขต 2 จ.พังงา ยังจะทำงานกับพรรคหรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในกระบวนการของพรรค และเชื่อมั่นว่า ถ้ามีการทำโพล โพลนั้นจะให้โอกาสตน ให้ความเป็นธรรมกับตน ซึ่งเป็นหลักการปกติถ้ากระบวนการต่างๆ ตรงไปตรงมามีความเป็นธรรม

ต่อข้อถามว่า ถ้าทำโพลแล้วปรากฎว่าไม่ได้ อนาคตกับพรรคจะเป็นอย่างไร นายราเมศ กล่าวว่า ถ้ายังไม่มีข้อยุติก็เป็นเรื่องของอนาคต และพร้อมยอมรับถ้ากระบวนการถูกต้องชอบธรรม ซึ่งตนเชื่อว่า จะตรงไปตรงมา เพราะพรรคเป็นสถาบันการเมือง ซึ่งหลักการทำโพลมีอยู่ว่า ต้องถามทั้งสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ บ้างหรือไม่ นายราเมศ กล่าวว่า คุยกันปกติ เพราะนายนิพิฏฐ์เป็นคนที่ตนให้ความเคารพที่สุดมากอีกหนึ่งคน แต่ไม่ได้มีการชักชวนให้ไปอยู่ด้วย และหากมีการชักชวนตนก็จะบอกคำตอบเดิมว่า พรรคประชาธิปัตย์คือชีวิต