ส่องความเห็น-รัฐสภาตีตก ร่างกม.พรรคการเมือง‘ฝ่ายค้าน’

27.02.22 | 13:02 น.

ส่องความเห็น-รัฐสภาตีตก ร่างกม.พรรคการเมือง‘ฝ่ายค้าน’

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการ ต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีมติรับหลักการ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองของ ครม. พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐ และมีมติไม่รับหลักการร่างของพรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และประชาชาติ

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ครั้งนี้เรามีกฎหมายลูก 2 ตัวหลัก คือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง และ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ถ้าหากตามกระแสจะพบว่า ตัวที่ไม่มีปัญหาคือ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง เพราะในแต่ละพรรคมีประเด็นความแตกต่างเพียงเล็กน้อย เช่น เรื่องการนับคะแนน, ใช้หมายเลขเดียวกันหรือไม่ ระหว่าง ส.ส.บัญชีรายชื่อ กับ ส.ส.เขต ซึ่งไม่ใช่จุดแตกต่างที่จะสร้างปัญหา ฉะนั้น ในวันแรกเราจึงเห็นว่า ทั้งร่างของฝ่ายค้านและร่างของรัฐบาล ในเรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ผ่านไปได้ทั้ง 2 ฝ่าย

Advertisement

อย่างไรก็ดี ร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมือง ตรงนี้มีปัญหาตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนที่จะมีการเข้าสภา ได้มีการชูประเด็นใหม่ๆ เช่น ก่อนหน้านี้เราพูดถึงร่าง พ.ร.ป.พรรคการเมืองว่าตัวปัญหาคือการยกเลิกระบบการคัดสรรผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือไพรมารีโหวต ซึ่งมีจุดต่างกัน ร่างของฝั่งรัฐบาลและพลังประชารัฐ มีแนวโน้มที่จะยกเลิกระบบนี้ไปอย่างเด็ดขาด ขณะที่ร่างของพรรคเพื่อไทยยังพยายามที่จะรักษาระบบนี้เอาไว้ เรียกว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้เปลี่ยนจากระดับเขตมาเป็นระดับกลุ่มจังหวัด ให้สามารถจัดไพรมารีโหวตได้ง่ายขึ้น ตรงนี้เป็นจุดต่างจุดหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก

ผมมองเรื่องไพรมารีโหวต คือการสร้างภาระให้พรรคการเมือง พูดตามตรง แม้ว่าจะเป็นข้อดีที่สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเลือกผู้สมัคร ส.ส.ที่จะลงไปแข่งขัน เพื่อให้คนรู้สึกว่านี่คือพรรคการเมืองของเรา ไม่ใช่ให้กรรมการบริหารพรรคจิ้มคนมาลงแข่งขัน แต่จุดต่างอีกจุดหนึ่งที่สร้างดราม่าทางการเมืองช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือมาตรา 28 และ 29 ในเรื่องเกี่ยวกับการแทรกแซงพรรคการเมือง มีความพยายามที่จะแก้ไขกติกาตรงนี้อยู่ นี่คือดราม่าหลัก ระหว่างฝ่าย ส.ว.กับพรรคเพื่อไทย

แน่นอนว่าในบริบททางการเมือง 20 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่พรรคเพื่อไทย พลังประชาชน หรือไทยรักไทย ต้องเผชิญมาโดยตลอด คือเรื่องสภาวะของพรรคการเมืองในลักษณะที่คล้ายอยู่ภายใต้การกำกับของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็ต้องพูดกันตามตรงว่า การแก้เรื่องพรรคการเมือง ม.28, 29 นั้น เป็นการพยายามที่จะพูดในประเด็นนี้ว่า พรรคการเมืองจะถูกครอบงำจากบุคคลอื่นหรือไม่ เมื่อมีประเด็นนี้ออกมาก่อนหน้าที่จะมีการลงมติ ก็พอจะเดาให้เห็นได้แล้วว่า ร่างของฝ่ายค้านน่าจะไม่ได้รับการสนับสนุน ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ผมจึงไม่แปลกใจนัก

อย่างไรก็ดี ในส่วนของผลลัพธ์ต่อจากนี้ คิดว่าจะไม่กระทบต่อตัวพรรคการเมืองมาก เพราะว่าการที่จะเล่นงานเรื่องการครอบงำพรรคการเมืองจากบุคคลภายนอก เป็นประเด็นในทางรัฐศาสตร์มากกว่าประเด็นทางนิติศาสตร์ ที่จะถูกหยิบยกประเด็นเหล่านี้มาใช้ในช่วงจังหวะเวลาใด มากกว่าที่จะเป็นเรื่องตีความทางกฎหมาย

ในเชิงทางการเมือง การแก้ไขกฎหมายลูกครั้งนี้ อาจจะไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองเปลี่ยนอะไรมาก พรรคการเมืองก็พร้อมที่จะไปเลือกตั้ง อาจจะในปีนี้หรือปีหน้า แต่ส่วนที่ลำบากและกระทบจริงๆ คือการพัฒนาประชาธิปไตยในพรรคการเมือง การแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ทำให้ช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง ไม่ว่าจะด้วยการเป็นสมาชิกพรรค, การมีสิทธิทำไพรมารี
โหวต เลือกคนไปลงแข่ง, รวมไปถึงการมีตัวแทนประจำเขตที่จะถูกยกเลิกกลายเป็นตัวแทนจังหวัด หรือกลุ่มจังหวัด การมีส่วนร่วมของประชาชนต่อพรรคการเมืองทำได้น้อยลง ทำให้มองเหมือนกับว่า นักการเมืองไม่กระทบ ดีใจด้วยซ้ำในการแก้ไขได้ แต่ในเชิงหลักการจะกลายเป็นว่า พรรคการเมืองไทยจะเป็นเพียงพรรคที่ถูกตั้งมาเพื่อเลือกตั้ง “อยากเลือกตั้งตอนไหนก็ตั้งพรรคขึ้นมา ทะเลาะกันปุ๊บ ก็แยกไปอยู่อีกพรรคหนึ่งเพื่อการเลือกตั้ง ทำให้พรรคการเมืองไม่ใช่สถาบันทางการเมืองที่สร้างเพื่อมีส่วนร่วมในการพัฒนาประชาธิปไตย และประชาชนก็จะไม่รู้สึกว่าเป็นเจ้าของพรรคการเมืองด้วย เพราะว่าพรรคการเมืองกลายเป็นของคนอื่น

แทนที่ควรจะเดินไปข้างหน้า แต่สุดท้ายเรากลับไปลดทอนพรรคการเมืองให้เหลือแค่การเลือกตั้งอย่างเดียว เป็นเรื่องน่าเสียดายในเชิงหลักการ แม้ว่าในเรื่องไพรมารีโหวต พรรคการเมืองจะบอกว่ามาจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เป็นผลพวงของรัฐประหาร ไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะว่าแนวคิดนี้มีมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหารปี 2557 แล้ว เป็นหนึ่งในแนวคิดพัฒนาประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าทุกผลพวงที่มาจาก สนช.จะเป็นเรื่องที่ไม่ดีทั้งหมด

ในส่วนของเสียง ส.ว.ตอนนี้ ถือว่าเป็นตัวแปรสำคัญอยู่ แต่ในบริบทปัจจุบัน เสียง ส.ว.จะถูกกำกับในลักษณะที่ไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวเหมือนตอนแรก อันเนื่องมาจากความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในฝ่ายรัฐบาล อย่างไรก็ดี ลักษณะของร่างพรรคร่วมรัฐบาล และร่างของรัฐบาล มีความแตกต่างกันไม่มากนัก เมื่อเทียบกับความแตกต่างของพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ฉะนั้น เมื่อถึงขั้นตั้งกรรมาธิการแปรญัตติ สุดท้ายแล้วผลของตัวกฎหมายที่จะเป็นร่างเพื่อนำไปโหวตในวาระ 3 ก็จะออกมาไม่แตกต่างกันมาก กล่าวคือไม่มีผลในทางการเมืองเท่าไหร่นัก เป็นเพียงในเชิงสัญลักษณ์ว่าจะโหวตให้ร่างไหนผ่าน คล้ายกับตอนโหวตร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทาง ส.ว.ไม่ให้ร่างของรัฐบาลผ่าน แต่ไปใช้ร่างของพรรคประชาธิปัตย์เป็นร่างใหญ่ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องการเลือกตั้ง

ส่วนกฎหมายลูก อย่างไรก็มีความจำเป็นจะต้องผ่าน ไม่ว่าจะมีการเลือกตั้งเร็วหรือช้า สภาจะอยู่ได้ครบเทอมหรือไม่ เพราะหากกฎหมายลูกไม่ผ่าน จะกลายเป็นอีกหนึ่งเดดล็อกทางการเมือง หากรัฐบาลยุบสภาก่อน หรือเกิดอุบัติเหตุอะไรบางอย่างที่ต้องเลือกตั้งใหม่ จะเอากฎหมายที่ไหนมาใช้ กฎหมายเดิมก็ใช้ไม่ได้เพราะเราแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ให้ระบบการเลือกตั้งเปลี่ยน ก็จะเกิดปัญหาว่า สรุปจะหยิบกฎหมายไหนมาใช้ ถ้ารัฐบาลจะประกาศเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำหนดให้จัดการเลือกตั้ง ฝ่ายค้านก็จะมองว่าไม่แฟร์ เพราะ พ.ร.ก.เป็นกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร จะถูกตั้งคำถามขึ้นมาอีก

ฉะนั้น กลายเป็นว่ากฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับนี้ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีแนวโน้มที่จะเห็นด้วยเหมือนกันว่าควรจะต้องออกให้ได้เร็วที่สุด เพราะฝ่ายค้านก็ต้องการเลือกตั้ง ดังนั้น การเถียงกันเมื่อ 25 ก.พ. จึงไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่มีการประท้วงอะไรรุนแรงมากมาย ปัญหาจะอยู่ในช่วงแปรญัตติมากกว่า ที่อาจจะมีพรรคขนาดกลางเข้าไปตีรวน อย่างที่เคยเห็นกันคือพรรคภูมิใจไทย พรรคเหล่านี้อาจจะเสียประโยชน์จากการเปลี่ยนกติกา ซึ่งเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่จะต้องมีการเจรจาต่อรองต่อไป

วันวิชิต บุญโปร่ง
รองคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ถือว่าไม่เกินความคาดหมายด้วยจำนวนเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีมากกว่าฝ่ายค้าน สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ เรามองแล้วว่าการที่ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลผ่านไปได้ โดยเฉพาะประเด็นวิวาท กรณีผู้สมัครแบบเขตกับปาร์ตี้ลิสต์ว่าให้ใช้คนละเบอร์ มีผลอย่างมากทางจิตวิทยา นั่นหมายความว่า ส.ส.ที่ลงสมัครในนามเขต โดยเฉพาะตระกูลทางการเมือง หรือ ส.ส.ที่ประชาชนคุ้นชินกับชื่อเสียงอยู่แล้ว หากถูกถอนตัวไปอยู่รวมกับพรรคการเมืองขนาดใหญ่โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาล ย่อมมีความได้เปรียบ การที่ไม่ใช้ ส.ส.บัญชีรายชื่อเบอร์เดียวกับ ส.ส.เขต หมายความว่า พรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือขนาดกลางขึ้นไปจะมีความได้เปรียบเป็นอย่างสูง เนื่องจากจะมี ส.ส.เขต ที่อยู่ในอาณัติของตัวเอง และจำนวนของ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากเดิมที่ได้ 150 คน ก็เหลือ 100 คน ถูกซอยลงไปเรื่อยๆ

ดังนั้น ความสำคัญของการเลือกตั้งครั้งต่อไป น้ำหนักจะถ่วงไปที่ ส.ส.เขต เป็นหลัก แน่นอนว่าลดทอนความแข็งแกร่งของพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วย กรณีพรรคก้าวไกล แต่เดิมใช้ชื่ออนาคตใหม่ ประสบความสำเร็จได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถึง 50 ที่นั่ง แต่ดูแล้วระบบใหม่ แนวโน้มการแข่งขันจะสูงมาก ดังนั้น ใครก็ตามที่รวบรวม ส.ส.เขต ไว้ได้เยอะ ประชาชนจะจำในตัวของบุคคลมากกว่า ต่อมาคือเบอร์ของผู้สมัครในเขตนั้นๆ โดยไม่สนใจว่าปาร์ตี้ลิสต์ หรือพรรคการเมืองที่ตัวเองจะเลือกคือเบอร์อะไร เราจะเห็นความได้เปรียบเสียเปรียบทันที

อย่างไรก็ดี ส.ว.ยังคงมีปัจจัยสูง เสียงของ ส.ว.ในขณะนี้กลายเป็นเสียงสวรรค์ไปโดยปริยาย เพราะถูกบังคับทิศทาง โดยที่ฝ่ายการเมืองหรือรัฐบาล หากจะเคาะหรือส่งสัญญาณว่าต้องการร่างฉบับไหน คิดว่า ส.ว.สามารถปรับตัวได้ทันท่วงทีอยู่แล้ว

ผมว่าอย่างน้อยได้ตอบโจทย์ถึงข้ออ้างเรื่องการใช้ระบบบัตรเลือกตั้งใบเดียวแบบเดิม ที่คงไม่สามารถเอามาใช้เคลื่อนไหวโจมตีทางการเมืองได้อีกต่อไป เงื่อนไขที่จะไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ถือว่าบรรลุผลแล้ว ลดทอนความกดดันต่างๆ ที่อ้างว่าปล้นฉันทามติประชาชน บังคับให้ประชาชนเลือกพรรคกับคนเบอร์เดียวกันแบบเดิม ดังนั้น ทิศทางข้างหน้ากำลังมุ่งเน้นให้ไปสู่การเลือกตั้งระบบใหม่ ทั้งแบบเขตเเละปาร์ตี้ลิสต์ ประชาชนได้กา 2 ใบเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็เห็นถึงทิศทางการเปิดตัว ส.ส.หรือขั้วตระกูลทางการเมืองที่ย้ายไปอยู่พรรคการเมืองซึ่งได้กระแสหนุน หรือมีต้นทุนทรัพยากรทางการเมือง ซึ่งจะได้เปรียบมาก โดยเฉพาะพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่รวบรวม ส.ส.เขต ไว้ในอาณัติของตนเองเยอะ

สิ่งที่ฝ่ายค้านควรทำคือ ต้องดูรายละเอียดเรื่องการคิดคํานวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ ว่าที่มาของ ส.ส. โดยเฉพาะพรรคเล็ก ว่าจะมีโอกาสกลับมาได้มากน้อยขนาดไหน เป็นช่องทางหนึ่งให้นำไปสู่การอภิปรายอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันได้ อย่างน้อยที่สุดข้อเสนอของพรรคก้าวไกลที่ให้คิดคะแนนทุกส่วน ไม่ให้ตกน้ำ หรือพรรคการเมืองที่คะแนนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ ไม่ถูกนำมาคิด อาจต้องพูดคุยอย่างจริงจังเพื่อให้นำไปสู่คำอธิบายถึงความยุติธรรมของประชาชนที่เลือกพรรคการเมือง ว่าจะได้รับการตอบสนองมากน้อยขนาดไหน แม้ว่าเสียงนั้นจะมีจำนวนไม่ถึงตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็ตาม

โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

การผ่านร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยผ่าน 3 ร่าง และไม่ผ่าน 3 ร่าง คิดว่าเป็นการรับร่างไปก่อน ไม่รู้ว่าจะไปหักกันตอนไหน มองลึกๆ เมื่อผ่านมาถึงขั้นนี้แล้ว คิดว่าฝ่ายรัฐบาลก็ต้องยอม เพราะวางเกมพลาดตั้งแต่ต้น เนื่องจากพรรคพลังประชารัฐคิดว่าไม่ได้แตกแยก และการแก้แบบนี้เป็นการประนีประนอมกับพรรคใหญ่ 2 พรรคคือ พรรคพลังประชารัฐกับพรรคเพื่อไทย น่าจะมีโอกาสได้เปรียบจากการเลือกตั้งมากที่สุด จากการ
แก้เป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยเฉพาะการแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐ เริ่มต้นมาจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้ไม่ได้เป็นพรรคขนาดใหญ่อีกแล้ว ลดตัวเองเป็นพรรคขนาดกลาง และอาจแตกแยกมากกว่านี้เพิ่มขึ้นอีก

จึงมีผลต่อการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบทันที และยังมีตัวช่วยจาก ส.ว.ว่า อยากกลับไปเลือกตั้ง ส.ส.แบบใบเดียว หากตรวจสอบอารมณ์ของคนในสังคมจะพบว่า ความนิยมของพรรคพลังประชารัฐไม่เหมือนเดิม ความล้มเหลวของรัฐบาล ความแตกแยก รวมทั้งพฤติกรรมของ ส.ส.ที่ผ่านมา ทำให้ความรู้สึกด้านลบกับพรรคพลังประชารัฐค่อนข้างมาก ถ้ารัฐบาลงัดกลยุทธ์ปรับเปลี่ยนกฎหมาย คือรับไปก่อน แล้วไปมีปัญหาในวาระ 2 หรือ 3 เพื่อกลับไปสู่บัตรใบเดียว รัฐบาลต้องประเมินอารมณ์ประชาชนดีๆ ลึกๆ รัฐบาลอยากเลือกตั้งบัตรใบเดียว ไม่ใช่แค่พรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย รวมทั้งก้าวไกล ก็อยากเลือกตั้งบัตรใบเดียวเช่นกัน

ส่วน ส.ว.ที่ไม่รับร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองของพรรคฝ่ายค้านนั้น มองว่าไม่สมควร ประชาชนจะเห็นเจตนาและธาตุแท้ของรัฐบาลว่า ต้องการที่จะเบี้ยวไม่อยากให้ร่างฝ่ายค้านเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนบัตรเขย่ง หลายคนมีปัญหาคาใจต้องยอมรับว่าบทบาทของ กกต.ที่ผ่านมา สังคมตั้งคำถามมาก หากผ่านกฎหมายเลือกตั้งบัตร 2 ใบ กกต.ต้องพิจารณาอย่างละเอียด เกี่ยวกับการนับคะแนนต้องป้องกันในเรื่องบัตรเขย่ง การทุจริตคอร์รัปชั่น ต้องกำหนดกฎกติกาให้ชัดเจน โดยหลักการผ่านการแก้รัฐธรรมนูญมาแล้ว คงจะต้องมีการวางกลยุทธ์ในการนับคะแนนเพื่อเอื้อให้พรรครัฐบาล หรือพรรคขนาดกลางมีความได้เปรียบจากการเลือกตั้งด้วยบัตร 2 ใบ คิดว่าคงไม่กล้าที่จะล้มการเลือกตั้งบัตร 2 ใบ