ความมั่นใจการเมือง กลุ่ม 3 ป. ชี้ อนาคต ประยุทธ์ จันทร์โอชา
พลันที่มีการผ่านร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ว่าด้วยพรรคการเมือง ในที่ประชุมร่วมรัฐสภา การถกเถียงในเรื่องบัตร 2 ใบก็เข้าไปอยู่ในกระบวนการของกรรมาธิการ
มีความมั่นใจเป็นอย่างสูงบังเกิดขึ้น ไม่ว่าจะมองผ่านรัฐบาล ไม่ว่าจะมองผ่านวุฒิสภา ไม่ว่าจะมองผ่านพรรคร่วมรัฐบาล
เป็นความมั่นใจที่สูงถึงขนาดยกเอาชื่อของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน มาเป็นแคนดิเดตในตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการเหมือนกับเป็นการโยนหินถามทาง
แม้จะประสบกับการต่อต้านอย่างฉับพลันทันใด ไม่ว่าจะมาจากพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย กระนั้น ความมั่นใจนี้ก็บ่งบอกถึงทิศทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
ไม่เพียงแต่จะเป็นความมั่นใจจากจำนวนของกรรมาธิการทาง ด้านของรัฐบาล หากแต่ที่เป็นปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงคือความเป็นเอกภาพภายในของพรรคร่วมรัฐบาล
เมื่อมองผ่านพรรคพลังประชารัฐ เมื่อมองผ่านพรรคภูมิใจไทย เมื่อมองผ่านพรรคประชาธิปัตย์ ก็จะตระหนักถึงความเป็นหนึ่งเดียว
ถึงแม้ว่าภายในกลุ่มกุมอำนาจอันมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อยู่ในสถานะอันเป็น ‘ตัวแทน’ ตั้งแต่รัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าภายหลังสถานการณ์การเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม 2562 สภาพการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป
การดำรงอยู่ของ 250 ส.ว.เป็หลักประกันโดยพื้นฐานทำให้สามารถกุมความได้เปรียบในทางการเมืองได้อย่างแน่ชัด แต่มิอาจปฏิ เสธบทบาทของพรรคร่วมรัฐบาล
คำรับรองในเรื่อง 260 เสียงจากพรรคภูมิใจไทย ดำรงอยู่ภาย ใต้ความเห็นชอบของทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย
การพลิกเกมสู้ผ่านกระบวนการ ‘กรรมาธิการ’ จึงแข็งแกร่ง
อาจกล่าวได้ว่า เมื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล การเดินหน้ากำหนดกติกาการเลือกตั้งที่สร้างความได้ เปรียบจึงมีความเป็นไปได้
สภาพการณ์จึงเหมือนกับก่อนเลือกตั้งเดือนมีนาคม 2562
นั่นก็คือ แม้พรรคเพื่อไทยจะกุมความได้เปรียบในเรื่องจำนวน แต่ก็ไม่สามารถทะยานไปในแบบ ‘แลนด์สไลด์’หรืออยู่ในจุดชี้ขาด
ความมั่นใจที่จะอยู่จนถึงเดือนมีนาคม 2566 จึงสูงอย่างยิ่ง

