รายงานหน้า 2 : ข้อเสนอแนะจุดยืนประเทศไทย บนความขัดแย้ง ‘รัสเซีย-ยูเครน’
หมายเหตุ – เป็นมุมมองของนักวิชาการเกี่ยวกับท่าทีและจุดยืนของประเทศไทยต่อปัญหาพิพาทระหว่างรัสเซียกับยูเครน ที่เปิดฉากทำสงครามในขณะนี้
โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน ดังนั้นท่าทีของไทยควรจะนำเสนอในความห่วงใยทั่วไปเรื่องของมนุษยธรรม ขอให้มีปฏิบัติการ โดยไม่ทำร้ายพลเรือนที่ไม่มีอาวุธต่อสู้ รวมทั้งข้อเรียกร้องให้พลเมืองถอนตัวออกมาจากการสู้รบเพื่อให้ประชาชนชาวยูเครนเดินทางไปในสถานที่ที่มีความปลอดภัย หรือหากยังอยู่ในพื้นที่เดิมก็ควรได้การรับรองตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ที่สำคัญจุดยืนของไทยต้องคิดให้รอบคอบ ไม่ควรไปมองถึงรากเหง้าของความขัดแย้งเดิมๆ หากสืบย้อนหลังไป 15 ปี หรือ 30 ปี
เหตุการณ์จะไม่เหมือนกัน และมีความเปลี่ยนแปลง
ในแง่สันติวิธีขั้นพื้นฐาน รัฐบาลไทยควรจะต้องเสนอให้ยุติความรุนแรง หรือแนะนำให้เปิดการเจรจา แต่ขณะนี้คงเป็นไปได้ยาก เพราะรัสเซียบุกเข้าไปแล้ว ดังนั้นต้องมีเป้าหมายปลายทางเพื่อหยุดการเป็นปฏิปักษ์ทางอาวุธ หากหยุดการโจมตีได้เร็วเท่าไรก็จะเป็นผลดีกับฝ่ายพลเรือน เป็นผลดีกับระบบเศรษฐกิจ สังคม ไม่ต้องบ่มเพาะให้เกิดความเกลียดชังในระยะยาว แต่ในที่สุดการสู้รบจะต้องมีข้อยุติจากการทูตและการเจรจา
มองในแง่เศรษฐกิจที่จะมีผลกระทบกับประเทศไทยก็คงต้องมองผ่าน เพราะไทยไม่ใช่มหาอำนาจทั้งเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมืองระหว่างประเทศ ดังนั้นเหตุปัจจัยทั้งหลายจึงอยู่เหนือการควบคุม ทั้งราคาพลังงาน หรือผลกระทบอื่นก็ต้องปล่อยให้เคลื่อนไหวไปตามกลไกการตลาด การแสดงท่าทีของไทยก็ต้องบอกให้ทุกอย่างกลับคืนสู่ความสงบให้เร็วที่สุด เพื่อจะได้กลับมาทำการค้าขายตามปกติ ไม่ควรออกไปตะโกนบอกว่า หากคุณรบกันนานๆ ราคาน้ำมันจะแพง ทำให้ประชาชนเดือดร้อนก็คงไม่ถูกจังหวะ ที่สำคัญคงไม่มีใครรับฟังเรื่องแบบนี้
ถ้าจะบอกให้ไทย “อยู่เป็น” คำว่าอยู่ให้เป็นก็คงตีความไปได้หลายอย่าง เช่น การแสดงท่าทีแบบหน้าไหว้หลังหลอก จึงไม่อยากใช้สำนวนนี้ แต่อยากให้ใช้หลักการพื้นฐานไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง หรือเสนอแนวทางความช่วยเหลือกับพลเมืองที่ได้รับผลกระทบ มีความเดือดร้อน ก็ถือว่าเป็นไปตามศักยภาพของประเทศขนาดเล็ก คงได้ทำเพียงการแสดงความปรารถนาดี ส่งไมตรีจิตในฐานะเพื่อนมนุษย์ เสนอแนะเพื่อให้สถานการณ์มีความสงบ
ส่วนการนำเสนอในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ไทยก็ต้องคิดให้ดีว่าจะออกเสียงอย่างไร ซึ่งขึ้นอยู่กับญัตติที่มีการนำเสนอ ก็ต้องมีความระมัดระวัง เช่น หากญัตติบอกว่าให้ร่วมกันตำหนิรัสเซีย ก็ต้องดูว่าจะมีการกระทำที่ใช้คำรุนแรงหรือไม่ หรือตำหนิเฉพาะในหลักการกรณีการส่งทหารไปโจมตี ไทยก็พอรับได้ แต่ถ้าไปถึงขั้นขอให้ประเทศต่างๆ ร่วมสนับสนุนการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเชีย ไทยก็ควรมีจุดยืนที่ไม่สาหัสขนาดนั้น
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
สงครามระหว่างรัสเชียกับยูเครน หากมองในทางการเมืองถือว่าเป็นความสัมพันธ์ระดับโลก ถือว่าทุกประเทศมีผลกระทบแน่นอน ในส่วนของประเทศไทยจะต้องมีการวางสถานะให้เกิดความสมดุล หากจะเอนเอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องมองตัวเองด้วยว่า ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งหรือไม่ ที่สำคัญยังลากเอาความขัดแย้งเข้ามาสู่การเมืองของไทยด้วย ดังนั้นรัฐบาลควรวางสมดุลให้ชัดเจน เพราะไทยไม่ได้มีความขัดแย้ง ไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ จะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การทำสงครามไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา เพราะสงครามเป็นชัยชนะของผู้นำ แต่เป็นความพ่ายแพ้ของประชาชนโดยรวม ไทยไม่ควรประกาศว่าจะเข้าข้างใด เพราะคงไม่เหมาะสม
รัฐบาลควรดูผลกระทบที่จะตามมาจากสงครามครั้งนี้ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เพราะหลังจากนี้คาดว่าจะเกิดผล กระทบอย่างแน่นอน ตลาดหุ้น ตลาดเงินตรา รวมทั้งราคาทองคำมีความผันผวนมาก คิดว่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแน่นอน ซึ่งรัฐบาลจะต้องคิดให้หนักขึ้น เพราะสถานการณ์ปรากฏอยู่แล้ว
ช่วงนี้จะพบว่าหุ้นมีความผันผวน รวมทั้งราคาทองคำ หากมองว่าไทยจะได้เปรียบในเรื่องการส่งสินค้าอาหารการกินหรือไม่นั้น ต้องยอมรับว่าประเทศไทยเล็กนิดเดียว ท่ามกลางความขัดแย้งของประเทศใหญ่ ที่สำคัญพื้นที่สงครามไม่ใช่พื้นที่การค้าของไทยด้วย
ในส่วนของรัฐบาลไทยขอยืนยันอีกครั้ง ควรวางสถานะให้เกิดความสมดุล ไม่ควรเลือกข้าง ที่สำคัญควรสะท้อนในเรื่องชีวิตของประชาชนที่ประสบภัยสงครามมากกว่า
รัฐบาลควรจะต้องออกมาชี้แจงว่า สงครามที่เกิดขึ้นไทยไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย พร้อมทั้งแนะนำให้ประชาชนติดตามสถานการณ์ได้ อย่าเอามาเป็นประเด็นให้เกิดความแตกแยกในสังคมคนไทย
เพราะสงครามไม่มีฝ่ายใดชนะ มีแต่ฝ่ายแพ้ ซึ่งจะแพ้มากแพ้น้อยเท่านั้น ผู้ชนะก็ชนะบนซากปรักหักพัง
ยุทธพร อิสรชัย
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
หลักใหญ่ใจความสำคัญ ต้องดูในเชิงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ จะเห็นว่าโดยกติกา กฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การที่จะไปรุกรานประเทศอื่น หรือไปประกาศรับรองเอกราชของดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศอื่นเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะจะกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนั้นจุดนี้รัฐบาลไทยคงต้องยึดหลักการ การที่รัสเซียไปประกาศรับรอง 2 แคว้นของยูเครน นั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
ขณะที่ไทยคงไม่ต้องไปร่วมประณาม หรือแสดงท่าทีอะไรมากมายเหมือนกลุ่มประเทศที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน กลุ่มประเทศนาโต หรือกลุ่มประเทศในยุโรป แต่ไทยต้องยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องในการแสดงท่าที ที่สำคัญวันนี้ไทยต้องมีกระบวนการแสดงออกที่เหมาะสม เพื่อสะท้อนหลักการสำคัญเอาไว้เช่นเดียวกัน แต่กระทรวงการต่างประเทศยังสงวนท่าที จะเห็นว่าการออกแถลงการณ์ไม่มีรายละเอียดอะไรมาก คงประเมินว่าไทยคงต้องการรักษาดุลแห่งอำนาจ แต่ในข้อเท็จจริงคงจะคิดเฉพาะหลักการของการรักษาดุลของอำนาจอย่างเดียวไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่มีประเทศที่ไม่เคารพอำนาจอธิปไตยของชาติอื่น ใช้กำลังทหารละเมิดสิทธิมนุษยชน ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ได้รับผลกระทบในประเทศยูเครน มีผู้บาดเจ็บล้มตาย ก็ควรต้องได้รับความปลอดภัยในสิทธิของร่างกาย
จุดยืนที่เหมาะสมของไทยควรยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง ว่าการละเมิดอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น หรือการใช้กำลังทหารที่ส่งผลกระทบกับพลเรือนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เชื่อว่าไทยต้องมีความชัดเจนเรื่องนี้ ไม่ว่าจะต้องรักษามิตรภาพกับขั้วอุดมการณ์หนึ่งก็ตามที แต่วันนี้ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องนี้จากรัฐบาล หรือหากจะไม่แสดงออกอะไรก็คงไม่เหมาะสมกับท่าทีในเวทีระหว่างประเทศ เพราะสุดท้ายก็อาจมีผลกระทบต่อสถานภาพของไทยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อัทธ์ พิศาลวานิช
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ประเทศไทยต้องแสดงจุดยืนต่อสงครามรัสเซียและยูเครน ที่มีท่าทีให้ชัดเจน และส่งเสียงบอกว่าประเทศไทย ไม่เห็นด้วยกับการ กระทำของรัสเซียที่เข้าบุกยูเครน ไม่เห็นด้วยกับการใช้อาวุธ ไม่เห็นด้วยที่ให้คนยูเครน 43 ล้านคนต้องหนีตาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะรัสเซียและยูเครน เป็นเรื่องของทั่วโลก ตอนนี้ประเทศในอาเซียนที่ไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจน มีประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ส่วนประเทศไทย ยังไม่เห็นรัฐบาลแถลงการณ์ในภาพรวม นอกจากแถลงการณ์การอพยพคนออกจากยูเครน ขณะเดียวกันสิ่งที่ประเทศไทยควรทำในตอนนี้ คือ ในแง่ของสิทธิมนุษยชน ด้วยการช่วยเหลือชาวยูเครนไม่ทางตรงก็ทางอ้อม เรื่องเงินช่วยเหลือ อาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์
หากไทยแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วย ก็จะไม่ส่งผลกระทบในแง่การค้ามากนัก เนื่องจากไทยทำการค้ากับรัสเซียน้อยมาก ประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และยูเครนประมาณ 5,000 ล้านบาท รวมทั้งสองประเทศอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่านั้น แต่การที่ไทยไม่แสดงความชัดเจน ทำให้ทำการค้ากับประเทศอื่นที่เขาส่งเสียงคัดค้านอยู่ข้างความถูกต้องจะมีความยากลำบาก เนื่องจากรัสเซียเอง ก็ถูกมาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจอย่างหนักจากสหรัฐ และยุโรป ทำให้ระบบการติดต่อสื่อสารและธุรกรรมด้านการเงินถูกแช่แข็งไปแล้ว และไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมัน และก๊าซที่เป็นสินค้าหลักของรัสเซีย เราซื้อจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เราซื้ออาวุธจากเขา แต่ไม่มาก ส่วนสินค้าที่ไทยส่งออกไปรัสเซีย มีเครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งกาย ชิ้นส่วนรถยนต์
ในทางการเมือง ประเทศไทยแสดงจุดยืนมาตลอด ด้านการเมืองว่าเราเป็นกลาง เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ถ้าเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง อาจจะมีผลกระทบต่อพาร์ตเนอร์อื่นๆ ด้วย ตอนนี้สถานการณ์แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายจีนกับรัสเซีย อีกฝ่ายสหรัฐกับยุโรป แคนาดาและพันธมิตร สมมุติถ้าเราเห็นด้วยกับสิ่งที่รัสเซียทำ เหมือนที่จีนบอกว่ามันเป็นเรื่องของนาโต (NATO) ที่เป็นปัญหา ไม่ยอมรับบทบาทของรัสเซียในยูเครน ผมว่าไม่ถูกต้อง หรือถ้าเราเข้าข้างฝั่งสหรัฐ ไม่แน่ใจจีนจะมองอย่างไร
การที่ไทยแสดงท่าทีว่าไม่เห็นด้วยกับการที่รัสเซียกระทำ แม้ว่าเราไม่ใช่ประเทศที่ใหญ่ แต่การบอยคอตรัสเซีย อาจจะทำให้ประเทศรัสเซีย หรือปูติน อาจจะหยุดก็ได้ในเมื่อสังคมโลกไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ เพราะแม้แต่คนในประเทศรัสเซียเอง ก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของปูตินเช่นกัน ซึ่งไทยไม่ใช่ประเทศในยุโรป และสหรัฐ ที่จะส่งอาวุธ หรือเงินช่วยเหลือ
แต่ประเทศเล็กๆ อย่างเรา สามารถส่งเสียงหนึ่งว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่คุณทำ และหลายๆ ประเทศก็ส่งเสียงกันแล้ว ผมคิดว่าอาจจะหยุดปูตินได้บ้างก็ได้ เพราะปูตินต้องคิดแล้วว่าต่อไปจะอยู่อย่างไร เมื่อทั่วโลกไม่เห็นด้วยหมด และอาจจะเป็นอีกทางที่จะช่วยกดดันให้สถานการณ์หยุดการโจมตียูเครนได้
จากสถานการณ์คาดว่าการสู้รบ จะยืดเยื้ออีก 2-3 สัปดาห์ หรืออาจมากกว่านี้ก็ได้ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันคนยูเครนมีพลังฮึดสู้ หลังได้กำลังใจจากทั่วโลก และยังได้ยุโรป อเมริกา ช่วยเหลือด้านอาวุธและเงิน เป็นสิ่งที่ ปูติน คาดผิด ไม่คิดว่าคนในยูเครนจะฮึดสู้ เลยทำให้การต่อสู้จะยืดเยื้อออกไป แต่ถึงสถานการณ์จะสงบ แต่มาตรการคว่ำบาตรเศรษฐกิจที่ยังคงอยู่และมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างชัดเจน ตอนนี้ธุรกรรมทางการเงินของบริษัทในรัสเซียถูกแช่แข็งหมดแล้ว ใครที่ทำมาค้าขายกับรัสเซียทั้งทางตรงและทางอ้อมกระทบหมด รวมถึงการซื้อวัตถุดิบอาหารสัตว์ ข้าวโพดและข้าวสาลีที่รัสเซียและยูเครนเป็นผู้ผลิตอันดับหนึ่งของโลก มีส่วนแบ่งการตลาดถึง 30% หลังเกิดสงครามทำให้ยูเครนไม่มีผลผลิตที่จะส่ง ส่วนรัสเซียก็ส่งออกไม่ได้ เพราะโดนคว่ำบาตรเศรษฐกิจ และประเมินว่าผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตรในรอบนี้จะทำให้เศรษฐกิจรัสเซียติดลบ 5% มากกว่าปี 2557 ที่ติดลบอยู่ที่ 3%

