ตำแหน่งประธาน ‘กรรมาธิการ’ สัญญาณต่อ ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สัญญาณอันมาจากการเลือก ‘ประธาน’ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติม พรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง และว่าด้วยพรรคการเมืองคืออะไร
คือ สัญญาณแห่งความไม่แน่นอน คือ สัญญาณแห่งอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้ ไม่แน่นอนในทางการเมือง
ที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยกางบัญชีเผยจำนวน 260 ส.ส.ที่จะให้การสนับสนุนสถานะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ทำท่าว่าจะเป็นเรื่องชื่อถือไม่ได้
ยิ่งมีสำทับตามมาว่าเป็น ‘ตัวเลข’ ใน ‘ความฝัน’ อันบรรเจิดหรือไม่จากปากของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งมี 17 ส.ส.อยู่ในมือ ยิ่งโยกคลอนความมั่นใจอย่างลึกซึ้งและรุนแรง
ไม่เพียงแต่ไม่มีใครตอบได้ว่ารายละเอียดของบัตร 2 ใบในการ เลือกตั้งครั้งหน้าจะดำเนินไปอย่างไร หากแม้กระทั่งต่อญัตติขอเปิด
อภิปรายทั่วไปที่จะปรากฏในเดือนพฤษภาคมจะซับซ้อนเพียงใด
ในเมื่อสายสัมพันธ์ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มิได้มีแต่ภายในพรรคเศรษฐกิจไทยหากแต่ยังลึกลงไปใน ‘พลังประชารัฐ’
หากมองจากการรวมหัวกันคว่ำมิให้ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ต้องร่ำไห้หลั่งน้ำตาด้วยความผิดหวังจากตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการจะมองและประเมินอย่างไร
ต้องมองว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน อยู่ในฐานะตัวแทนครม. ต้องมองว่าเขาถูกเสนอโดย นายสมชาย แสวงการ จาก 250 ส.ว.
ขณะเดียวกัน การที่ นายสาธิต ปิตุเดชะ ได้รับเลือกมิได้หมาย เพียงการผนึกระหว่างกรรมาธิการจากพรรคร่วมรัฐบาลกับกรรมาธิ การจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเท่านั้น
ที่สำคัญและแหลมคมอย่างที่สุดคนที่เสนอชื่อ นายสาธิต ปิตุเดชะ มีความแนบแน่นเป็นอย่างสูงกับพรรคภูมิใจไทย
นี่ย่อมเป็นสัญญาณไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ความหมายโดยตรงก็คือ การผนึกตัวรวมพลังระหว่างพรรคร่วมรัฐ บาลกับพรรคร่วมฝ่ายค้านมีความเป็นไปได้ ความหมายก็คือ พรรคพลังประชารัฐมิได้อยู่ในฐานะ ‘นำ’ อีกแล้ว
บทบาทพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ จึงมีความสำคัญ
เป็นความสำคัญที่ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จักต้องพึงสังวรอย่างเป็นพิเศษ
เพราะนี่คือ ‘ดัชนี’ ชี้อนาคตอันแหลมคมยิ่งสำหรับ ‘รัฐบาล’

