ปะทุ ความขัดแย้งในรัฐบาล 1 ปีก่อนจะถึง ‘มีนาคม 2566’
ปฏิบัติการ ‘ต้าน’ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพรป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ว่าด้วยพรรคการเมือง มีลักษณะลึกซึ้งยิ่งในทางการเมือง
คล้ายกับเป็นการต่อต้าน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ในทางส่วนตัว แต่อย่าลืมถึงสภาพและการดำรงอยู่ของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน
1 ไม่ควรมองข้ามว่าการได้เป็นกรรมาธิการของ นายไพบูลย์ นิติตะวัน มีรากฐานอย่างไรในทางการเมือง 1 ไม่ควรมองข้ามว่าใคร แสดงบทบาทเป็นอย่างสูงในการเสนอชื่อขึ้นเป็นประธาน
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน อยู่ใน ‘กลุ่ม 20 สว.’ มีบทบาทตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ไต่เส้นแบ่งผ่านกระบวนการ ‘อภินิหารทางกฎหมาย’ มาอย่างต่อเนื่อง จัดตั้งพรรคหนุนคสช.เป็นพรรคแรก และทะยานเข้าสู่พรรคพลังประชารัฐอย่างโลดโผนพิสดารยิ่ง
เป็นมือไม้รับใช้ทั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ด้วยความซื่อสัตย์และภักดี
ปฏิกิริยา ‘ต้าน’ การเข้าสู่สถานะประธานคณะกรรมาธิการครั้งนี้จึงมิได้เป็นเรื่องส่วนตัว ตรงกันข้าม กลับสะท้อนสภาวะเหลืออดเหลือทน ยิ่งในทางการเมือง
ความสำเร็จครั้งนี้จึงมิได้เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน หากแต่มีรากฐานมาจากภายในของรัฐบาล
หากไม่มีความร่วมมือจาก พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา การผลักดัน นายสาธิต ปิตุเดชะ เพื่อกด นายไพบูลย์ นิติตะวัน จะไม่มีทางสำเร็จเป็นอันขาด
จึงเท่ากับยืนยันว่าความไม่พอใจต่อมือไม้ในการสืบทอดอำนาจเป็นสภาพที่ดำรงอยู่อย่างลึกซึ้งและถึงเวลาอันเหมาะสม
นี่คือปรอทเพื่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับรู้
นับจากวินาทีแห่งการสัประยุทธ์ผ่านตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการนี้เป็นต้นไป การบดเขี้ยว ‘ภายใน’รัฐบาลจะยิ่งปะทุออกมาอย่าง เด่นชัดเป็นรูปธรรมตามลำดับ
เพราะเวลาที่เหลืออยู่ก่อนถึงเดือนมีนาคม 2566 ไม่ยาวนาน
1 ปีที่เหลือจึงเป็น 1 ปีที่ทุกพรรคการเมืองต้องสำแดงตัวตนเพื่อให้ทะยานไปสู่ความเป็นจุดเด่นในความรับรู้ของประชาชน
ตัวตนของแต่ละพรรค แต่ละนักการเมืองจะยิ่ง ‘เผยแสดง’

