‘วิเชียร’ เผย ‘ไม่ค่อยฟังคนอื่น’ เหตุ ‘ไพบูลย์’ วืดนั่งเก้าอี้ ปธ.กมธ.วิสามัญ 2 พ.ร.ป. ‘เพื่อไทย’ เตรียมแปรญัตติปมบัตรเดียวเบอร์เดียว
กรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีราชชื่อ และรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) โหวตแพ้นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข วืดนั่งเก้าอี้ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่…) พ.ศ…. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ….
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ระบุว่า ความจริงคนที่เข้ามาเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณากฎหมายลูกนั้น มีประสบการณ์ตอนเป็นคณะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) และมีความเห็นว่า นายไพบูลย์ไม่ค่อยฟังคนใน กมธ.จึงมีความไม่พอใจวิธีการทำงานตั้งแต่ตอนนั้น เพราะบางทีเราต้องให้โอกาสคนที่เป็น กมธ.ได้อธิบายและพูดให้หมดประเด็นจะได้บันทึก ส่วนมติเสียงข้างมากจะเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้มีการติดใจอะไร ซึ่งเท่าที่ตนทราบเป็นเช่นนี้ ฉะนั้น พอจะมาเป็นประธาน กมธ.วิสามัญกฎหมายลูกชุดนี้ เขาก็เกิดความกังวล เขาจึงไม่อยากได้ นี่คือเนื้อแท้ที่ กมธ.วิสามัญฯชุดนี้บ่นกัน
ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะ กมธ.วิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง กล่าวว่า โดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาอะไรกับนายไพบูลย์ ที่ตัดสินใจเป็นเรื่องของหลักการทำงานที่ไม่ตรงกันมากกว่า เพราะ กมธ.หลายๆ ท่านได้สัมผัสการทำงานร่วมกันมาแล้ว ตั้งแต่ท่านเป็นประธาน กมธ.แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยรวมเราก็รู้อยู่ว่าโอกาสที่จะชนะเป็นไปโดยยากลำบากอยู่แล้ว เพราะฝ่ายรัฐบาลมีทั้งตัวแทนจาก ครม. พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว. ซึ่งก็ต้องสันนิษฐานว่าคงจะเอนเอียงไปทางรัฐบาล อย่างไรก็ตาม จากการพูดคุยกันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นว่า พบว่ากระแสไม่ยอมรับในซีกของรัฐบาลมีอยู่และมีแนวโน้มอาจจะลงแข่ง มีการเอ่ยชื่อคนมาหลายคน ประกอบกับหัวหน้าพรรค พท.ได้ให้สัมภาษณ์ในทำนองว่าหากรัฐบาลเสนอรัฐมนตรีมาเป็นประธานโดยมารยาทเราน่าจะให้เกียรติและยอมไปตามนั้น
“ในที่สุดในเช้าวันลงมติมีการประชุมกรรมาธิการในส่วนของพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงได้ชัดเจนว่ามีการทาบทามรัฐมนตรีสาธิต เราจึงเห็นร่วมกันว่าถ้าท่านรับก็จะโหวตสนับสนุน เพราะเป็นหนทางเดียวที่จะชนะได้ และในที่สุดก็ชนะจริงๆ”
เมื่อถามว่า พรรค พท.ตั้งเป้าจะแปรญัตติอะไรหรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้พูดคุยกัน แต่เข้าใจว่าคงมีประเด็นที่อาจโต้เถียงกันพอสมควร เช่น กรณีของกฎหมายเลือกตั้ง คงต้องคุยกันหนักเรื่องเบอร์เดียวกัน ทางฝ่ายรัฐบาลให้เป็นคนละเบอร์ เราเห็นว่าให้เป็นเบอร์เดียวกันเพื่อความสะดวก และเคยใช้มาแล้วเมื่อเลือกตั้งตอนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2554 ส่วนกฎหมายพรรคการเมืองมีประเด็นที่พรรค พท.ยกเลิกการให้เรียกเก็บค่าบำรุงพรรค ถ้าอยากจะเก็บให้ไปกำหนดในข้อบังคับ แต่ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลดูจะยังเก็บอยู่ปีละ 20 บาท ที่น่าจะถกเถียงกันมาก คือ การมีตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดและวิธีการทำไพรมารี รัฐบาลไม่ได้เสนอประเด็นนี้แต่ให้ใช้ร่างของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นหลัก ดูแล้วจะทำเพียงการรับฟังความเห็น มิได้ให้สมาชิกมาลงคะแนนโหวตกันเหมือนกฎหมายปัจจุบันที่มีอยู่ เรื่องอื่นๆ ก็ไม่น่าจะมีประเด็นอะไรมากนัก

