‘นิกร’ จี้ กรธ.ทบทวนร่างฯ ให้อำนาจศาลรธน.มากเกินไป

“นิกร” จี้ กรธ.ทบทวนร่างฯ ให้อำนาจศาลรธน.มากเกินไป ติงสถาปนาอำนาจที่ 5 อย่างเป็นรูปธรรม ขุดปมยุบพรรคชาติไทย ชี้ ตุลาการเคยตัดสินจนถูกกังขา แนะ ให้อำนาจแค่ชี้ขาดความขัดแย้งองค์กร ส่วนเรื่องบุคคลโยนศาลฎีกาฟัน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 กุมภาพันธ์ นายนิกร จำนง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) ในฐานะอดีตผู้อำนวยการพรรคชาติไทยที่เป็นผู้รับผิดชอบคดียุบพรรคชาติไทย แถลงถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคชาติไทย ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย ทั้งที่ในขณะนั้น หลังจากที่นายมณเฑียร สงฆ์ประชา อดีตรองเลขาพรรคฯ ถูกคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้วินิจฉัยแล้ว และออกใบแดง แต่อัยการจังหวัดชัยนาทมีคำสั่งไม่ฟ้องนายมณเฑียร และพวกอีก 5 คน ซึ่งขอเท็จจริงการพิจารณาอยู่ในอำนาจของกกต. ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบหรือเปลี่ยนแปลงคำวินิจฉัย แต่เมื่อนำประเด็นนี้แถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญกลับไม่รับฟัง ในที่สุดทั้งพรรคชาติไทยและพรรคไทยรักไทยก็ถูกยุบ ทำให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี โดยไม่มีเหตุผลและความเป็นธรรม ต่อมากลับมีอดีตตุลาการท่านหนึ่งเคยกล่าวในงานสัมมนาว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคทั้ง 3 พรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมา เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวบ้านเมืองกำลังวุ่นวาย มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร แต่หากขณะนั้นบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เชื่อว่าตุลาการเสียงข้างมากจะไม่สั่งยุบพรรค แต่ขณะนั้นบ้านเมืองวุ่นวายหาทางออกไม่เจอ ศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องวินิจฉัยเพื่อความสงบเรียบร้อย

“คำพูดดังกล่าวของอดีตตุลาการทำให้เกิดความกังขาในความเป็นธรรมมาจนถึงปัจจุบัน ว่าหลักเกณฑ์ในการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นถือเอาตามข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง หรือยึดถือตามสถานการณ์กันแน่ และเมื่อกระบวนการยุติธรรมได้พิจารณาความจนถึงที่สุดแล้ว ก็เกิดคำถามอีกว่า กรณีนี้ ที่สุดของความยุติธรรมควรจะอยู่ที่ใด อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกาซึ่งเป็นศาลสูงสุด” นายนิกรกล่าวและว่า ขณะนี้มีได้มีการร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และได้มีการมอบอำนาจให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการพิจารณาคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และการถอดถอน รวมถึงมีบทบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม และคุณสมบัติของตุลาการที่มีอายุได้ถึง 75 ปี ในขณะที่ที่องค์กรอิสระอื่นๆกำหนดอายุไว้เพียง 70 ปีเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้อำนาจการวินิจฉัยตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญ 50 ไปอยู่ในหมวด 11 มาตรา 107 อีกด้วย

นายนิกร กล่าวต่อว่า การกำหนดเช่นนี้หากมีปัญหาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนให้แก้ไขยาก และถ้าจะแก้ไขหมวดนี้ก็ต้องไปถามศาลรัฐธรรมนูญอาจทำให้เกิดการขัดกันแห่งผลประโยชน์ขององค์กรได้ ดังนั้นการกระทำเช่นนี้จึงถือว่าเป็นการสถาปนาอำนาจที่ 5 ขึ้นมาอย่างเต็มรูปแบบ นอกเหนือจากอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระที่มีอยู่แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็ถือว่า เป็นอำนาจที่ 5 เพราะฉะนั้น กรธ.ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะที่ผ่านศาลรัฐธรรมนูญมีข้อกังขา และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เหมือนเป็นแผลที่ปรากฏอยู่ ตนจึงขอเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตามที่ควรจะเป็น คือ พิจารณากรณีความขัดแย้งระหว่างองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนการพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องของบุคคลควรให้ศาลสูงสุด คือ ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาตัดสินเท่านั้น

Advertisement
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image