สัจธรรมแห่งอำนาจ ‘ประยุทธ์’ ป้อมค่าย ถูกตีแตกจากภายใน
ไม่ว่าจะมองผ่านกลยุทธ์ ‘ม้าไม้เมืองทรอย’ ในยุคแห่งโอดีสซีย์ ไม่ว่าจะมองผ่านกลยุทธ์ของ ‘ดักกง’ หรือ ‘แซปเปอร์’ ในยุคแห่งสงครามเวียดนามอันยืดเยื้อ
นำไปสู่บทสรุปจากสภาพความเป็นจริงของสงครามที่ว่า ‘ป้อมค่ายตีแตกจากภายใน‘
สภาพการณ์อัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประสบก็เป็นเช่นนี้
ถามว่าความพยายามก่อการ ‘กบฏ’ ในห้วงของสถานการณ์ก่อนการลงมติในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเมื่อวันที่ 4 กันยายน สะ ท้อนปัญหาจากที่ใด
คำสั่งปลด ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คำสั่งปลด นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงาน คือเครื่องยืนยัน
ยืนยันในเบื้องต้นว่า เป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐมนตรีกับนายกรัฐมนตรี ยืนยันในเวลาต่อมาว่าเป็นความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ภายในพรรคพลังประชารัฐอันส่งผลสะเทือนต่อรัฐบาล
ยิ่งการออกมาตรการขับในเดือนมกราคมอันนำไปสู่การแยกตัวมาเป็นพรรคเศรษฐกิจไทยยิ่งมีความแจ่มชัด
ความขัดแย้งในการเลือกประธาน ‘คณะกรรมาธิการ’ พิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งว่าด้วยพรรคการเมือง ยิ่งเป็นรูปธรรมแห่ง การหักโค่นกันเองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล
มิเช่นนั้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน คงไม่ถูกปฏิเสธ มิเช่นนั้นตำแหน่งคงไม่ตกเป็นของ นายสาธิต ปิตุเดชะ
ชัยชนะจาก 22 ต่อ 21 เสียงจากการลงมติภายในคณะกรรมา ธิการ ด้านหลักยังเป็นคะแนนเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาล ด้านรองยัง เป็นของพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกล พรรคเสรีรวมไทย
ทั้งหมดย่อมเป็นปัญหาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา การรับประทานอาหารร่วมกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงต้องเกิดขึ้น
หากมองจากความจัดเจนทางการเมืองไม่ว่าจะจากพรรคภูมิใจไทย ไม่ว่าจะจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะจากพรรคชาติไทยพัฒนา นี่ คือสัจจะทางการเมืองในยุคปลายของรัฐบาล
ในเมื่อวาระของรัฐบาลเหลือเพียง 1 ปีเท่านั้นก็ต้อง ‘เลือกตั้ง’
อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เรื่องการแยกและแตกตัวรวมไปถึงการเสนอทิศทางแห่งความวิบัติจาก ‘พรหมพินาศ 4’ จากอดีตรัฐมนตรีที่เคยอยู่พรรคพลังประชารัฐ
ในที่สุดแล้ว ‘ป้อมค่าย’ ย่อมถูกตีแตกจาก ‘ภายใน’ ทั้งสิ้น

