‘คณะก้าวหน้า’ เปิดตัวหลักสูตรนักการเมืองท้องถิ่น ชูหลัก ‘3 ค.’ ความรู้-คน-เครือข่าย สร้างคนคุณภาพป้อนระบบการเมือง ชี้ ความเห็น ‘อานันท์’ ส่งสัญญาณเตือนสติฝ่ายขวา ม.112 ไม่เป็นประโยชน์กับใคร
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่อาคารอนาคตใหม่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า แถลงเปิดตัวหลักสูตรนักการเมืองท้องถิ่นก้าวหน้า ว่า คณะก้าวหน้าและมูลนิธิคณะก้าวหน้าได้ร่วมกันทำหลักสูตรนักการเมืองท้องถิ่นขึ้นมา เนื่องจากเราเล็งเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเรื่องในทางโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกระจายอำนาจ เราไม่สามารถเข้าไปมีอำนาจรัฐแล้วเปลี่ยนได้เพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ความคิด คน และเครือข่ายด้วย โดยวัตถุประสงค์ของหลักสูตรนี้อยู่ที่ 3 ค. คือ 1.ค.ความรู้ เราต้องการปลูกฝัง ขยายความรู้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องการกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และวิธีการบริหารจัดการเมืองในรูปแบบสมัยใหม่ 2.ค.คน สร้างนักการเมืองท้องถิ่นรุ่นใหม่ๆ เราต้องการสร้างพลเมืองท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับเรื่องท้องถิ่นเข้าไปมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ กวดขัน ติดตาม เรียกร้องนโยบายต่างๆ ของนักการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่น
นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า และ 3.ค.เครือข่าย ถึงแม้เราจะมีคนเยอะ แต่ถ้าอยู่กันเป็นกลุ่มตัวเอง ไม่สร้างเครือข่าย การเปลี่ยนแปลงก็ไม่เกิดขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หลักสูตรนี้จะเป็นที่รวมตัวกันของคนที่สนับสนุนเรื่องการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นและการยุติรัฐราชการรวมศูนย์ รวมถึงเป็นเครือข่ายของคนที่สนใจติดตามการพัฒนาเมือง การบริหารเมือง การจัดทำบริการสาธารณะท้องถิ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งเครือข่ายที่เกิดขึ้นจะมีทั้งนักวิชาการ นักการเมืองท้องถิ่น และพลเมือง เข้ามาประสานแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการเมือง

“3 ค.จะผนึกกำลังประสานกันเพื่อมุ่งหน้าไปสู่เป้าหมายใหญ่คือการกระจายอำนาจ การปกครองท้องถิ่น และการจัดการเมือง เราเชื่อมั่นว่าหากอำนาจไปอยู่ที่ท้องถิ่นเต็มร้อยสมบูรณ์เมื่อไหร่ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนที่จะได้รับการบริการที่ดีจากผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งภาพใหญ่จะส่งผลไปถึงเรื่องประชาธิปไตยและโครงสร้างการปฏิรูประบบราชการในประเทศไทยด้วย” นายปิยบุตร กล่าว
นายปิยบุตร กล่าวต่อว่า การอบรมหลักสูตรนี้มีทั้งแบบบรรยายในห้องเรียน การจัดสัมมนา การทดลองปฏิบัติงานหรือเวิร์กช็อป รวมถึงจะพาไปศึกษาดูงานทั้งท้องถิ่น ภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งจะใช้เวลาอบรมเกือบ 100 ชั่วโมง โดยในด้านเนื้อหา เราได้ออกแบบหมวดวิชาเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ คือ 1.วิชาพื้นฐาน 2.ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการปกครองท้องถิ่น 3.การบริหารจัดการเมืองสมัยใหม่ และ 4.ทักษะความเป็นผู้นำ ซึ่งเอกลักษณ์ของหลักสูตรนี้ ได้แก่ เรียนรู้อดีตเพื่อเข้าใจปัจจุบันแล้วนำไปออกแบบอนาคต, ศึกษาเปรียบเทียบตัวอย่างแรงบันดาลใจ โดยเอาตัวอย่างของเมืองหรือท้องถิ่นในต่างประเทศ หรือในไทยที่บริหารเก่งๆ มาเปรียบเทียบศึกษา, เรียนรู้แนวทางแบบที่เป็นอยู่และแนวทางใหม่ที่ควรทำ แล้วประสานหาวิธีทลายข้อจำกัดเพื่อนำไปสู่การกระจายอำนาจที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง โดยหลักสูตรนี้จะเริ่มเรียนกันอย่างจริงจังวันที่ 3 มิถุนายน เป็นเวลา 2 เดือนเต็ม ทุกวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ และจะรับสมัครรุ่นแรกจำนวน 60 คน และจะมีรุ่นต่อๆ ไปด้วย
“ผมเชื่อว่าหลักสูตรนักการเมืองท้องถิ่นก้าวหน้าจะเป็นประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยากเป็นนักการเมืองท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์สำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่คิดว่าการเมืองท้องถิ่นแบบเดิมไม่สนุก ไม่สร้างสรรค์ แต่ถ้ามาเรียนกับเรา ซึ่งเราจะพาไปดูงาน หาอุดมคติใหม่ๆ ก็อาจจะเล็งเห็นความสำคัญของการเมืองท้องถิ่น และวันข้างหน้าเขาอาจจะผลักดันตัวเองมาลงการเมืองท้องถิ่นแบบระยะยาวก็ได้ เราก็จะได้บุคลากรที่มีคุณภาพเข้าไปอยู่ในแวดวงการเมืองท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น หรือถึงแม้จะไม่สนใจเข้าไปสมัครรับเลือกตั้ง แต่อย่างน้อยที่สุดในฐานะพลเมือง ถ้าหากสนใจเรื่องเหล่านี้ ผมเชื่อว่าการมีส่วนร่วมในทางการเมืองของพลเมืองในท้องถิ่นจะเกิดมากขึ้นตามมา” นายปิยบุตร กล่าว

เมื่อถามถึงขั้นตอนการสมัคร และค่าใช้จ่ายของหลักสูตร นายปิยบุตร กล่าวว่า หลักสูตรอื่นๆ จะอยู่ที่หลักแสน แต่หลักสูตรของคณะก้าวหน้าจะเก็บให้น้อยที่สุด เพราะเชื่อว่านี่คือการบริการและตอบแทนสังคม จึงเก็บที่ 12,000 บาท เพื่อสร้างพันธะให้เข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ ส่วนขั้นตอนการสมัครสามารถกรอกตามลิ้งค์ลงทะเบียนที่ให้ไว้หน้าเพจคณะก้าวหน้า โดยไม่มีการกำหนดคุณสมบัติเบื้องต้นต่างๆ โดยคุณสมบัติเดียวที่ต้องต้องการคือ คนที่อยากเรียนเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับการกระจายอำนาจ และการเมืองการปกครองท้องถิ่น ซึ่งจะคัดเลือกให้เหลือ 60 คน หากมีมากกว่านั้น จะมีรุ่นต่อไปตามมา
นายปิยบุตร กล่าวว่า วิทยากรที่จะมาสอนประกอบด้วย นักวิชาการ นักการเมือง ผู้บริหารท้องถิ่น และข้าราชการที่มีประสบการณ์ภาคปฏิบัติ เช่น เรื่องประวัติศาสตร์การเมือง จะเชิญนายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ เรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายท้องถิ่นพื้นฐาน ตนจะเป็นผู้สอน เรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ จะเชิญนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า นอกจากนี้ยังมี นายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า ที่ผลักดันประเด็นจังหวัดจัดการตนเอง นายบรรณ แก้วฉ่ำ นักกฎหมายด้านท้องถิ่น รวมถึงทีมนโยบายของคณะก้าวหน้าที่ลงพื้นที่ทำงานกับท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเรียนจบหลักสูตรแล้วจะมีวุฒิบัตรให้ 1 ใบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ ตนเชื่อว่า เมื่อเข้ามาเรียนแล้วจะได้ความรู้ และเพื่อนกลับไปแน่นอน เป็นการได้ทั้งคน ความรู้ และเครือข่าย ซึ่งคนเหล่านี้ที่เรียนจบไปอาจจะเข้าไปมีบทบาทในการเมืองท้องถิ่นในแต่ละที่
เมื่อถามถึงความเห็นของนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านช่องยูทูบ ‘สภาที่ 3’ ถึงความเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย และการใช้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 นายปิยบุตร กล่าวว่า ความเห็นของนายอนันท์ที่ออกมา คงมีทั้งคนที่เห็นด้วย และคนที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งคนที่ไม่เห็นด้วย อาจจะมีทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยม และฝ่ายก้าวหน้า แต่นิมิตหมายที่ดีที่สุดคือ เสียงเหล่านี้กำลังออกมาจากผู้หลักผู้ใหญ่ และผู้อาวุโสในวงการการเมือง ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ที่ตนเชื่อว่ามีคนเคารพนับถือจำนวนมาก เป็นเสียงที่ออกมาจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่รักษาสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน ความคิดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมไทย ในแง่การตักเตือนสติฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางฝ่าย หรือผู้มีอำนาจบางกลุ่มที่นำ มาตรา 112 มาใช้เป็นเครื่องมือ เป็นการเตือนสติว่า การใช้มาตรา 112 ไม่เป็นประโยชน์ต่อใครทั้งสิ้น และที่สำคัญยังเป็นเสียงสะท้อนไปถึงบรรดา ส.ส. หรือรัฐบาล ว่า หากมาตรา 112 มีปัญหา ก็ต้องจัดการแก้ไข ไม่ว่าจะแก้ไขมากหรือน้อย แต่อย่างน้อยต้องเริ่มต้นแก้ไข จึงอยากเชิญชวญให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมฟังความเห็นของนายอนันท์ ถ้าผู้หลักผู้ใหญ่อยากให้เด็กและเยาวชนคนหนุ่มสาว เปลี่ยนความคิด เพราะรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจที่เด็กสมัยนี้ไม่เข้าใจเรื่องสถาบันฯ ถ้ายังใช้มาตรา 112 อยู่ พวกเขาก็จะไม่มีวันเข้าใจ เพราะวิธีการเปลี่ยนความคิด คือการเริ่มต้นหยุดใช้ มาตรา 112 ก่อน แล้วมาเปิดเวทีพูดคุยกัน แต่ถ้ายังใช้มาตรา 112 เรื่อยๆ มีแต่จะผลักให้เยาวชนเหล่านี้ออกห่างมากขึ้น ทำให้สังคมไทยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรุ่นไม่ได้เสียที โดยตนหวังว่า ผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีบทบาทางสังคมการเมือง ที่มีวิธีคิดแบบอนุรักษ์นิยมจะออกมาพูดเรื่องนี้มากขึ้น และเชื่อว่ามีฝ่ายอนุรักษ์นิยมหลายคนที่เห็นปัญหาของ มาตรา 112 ถ้าสามารถแก้ไขได้ทั้งหมด ผลประโยชน์จะไปอยู่กับทุกคน


