กรณีรัสเซียส่งกำลังทหารเข้ายูเครน เกิดการสู้รบอย่างหนัก เกิดการโจมตีเมืองต่างๆ ทำให้พลเรือนได้รับผลกระทบ มีผู้ลี้ภัยแล้วกว่า 1 ล้านคน ประชาชนในประเทศต่างๆ ได้ออกมาประท้วงรัสเซีย ขณะที่องค์การสหประชาชาติได้มีท่าที โดยสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษ (ยูเอ็นจีเอ) ได้หารือกันถึงกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครนและได้ลงมติประณามรัสเซียแล้วเมื่อวันที่ 2 มีนาคมตามเวลาสหรัฐ มี 141 ชาติที่ลงมติประณาม 5 ชาติ โหวตคัดค้าน และ 35 ชาติ งดออกเสียง ประเทศไทยได้ลงมติสนับสนุนข้อมติดังกล่าว โดย 5 ประเทศที่ลงมติคัดค้าน ได้แก่ รัสเซีย, ซีเรีย, เกาหลีเหนือ, เบลารุส และเอริเทรีย
ผลจากการรุกรานดังกล่าว ทำให้ชาติตะวันตกเตรียมคว่ำบาตรน้ำมันจากรัสเซีย ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นเหนือระดับ 130 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล สูงสุดในรอบ 13 ปี นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ชี้ว่า การสู้รบจะเป็นสถานการณ์ระยะสั้น เพราะหลายประเทศ ทั้งยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน พยายามเข้าไปช่วยดูแลไม่ให้สถานการณ์ความรุนแรงขยายวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือเรื่องราคาพลังงานและราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้น กระทรวงการคลังจะดูแลให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ส่วนปัญหาราคาน้ำมัน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ยังมีเงินเพียงพอที่จะดูแลราคาพลังงานในภาพรวม ในช่วงนี้จึงอยากขอความร่วมมือให้ลดการใช้รถส่วนตัวลง และหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น เพื่อลดการใช้น้ำมัน และเป็นการช่วยประคองในภาวะที่เรามีปัญหาร่วมกัน
สถานการณ์ในยูเครนไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในขณะนี้ เพียงแค่ไม่กี่วันของเหตุการณ์ยังส่งผลสั่นสะเทือนไปทั่วโลก หากสงครามนี้ยืดเยื้อต่อไปอีก ความเสียหายจะยิ่งมากขึ้น เป็นเรื่องดีที่ประเทศไทยแสดงท่าทีที่ถูกต้อง โดยร่วมลงมติประณามการรุกราน นอกจากสู้รบกันด้วยกำลังอาวุธแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังต่อสู้กันในเชิงข่าวสาร เพื่อช่วงชิงความชอบธรรมให้กับฝ่ายของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในโลกสมัยใหม่ ข่าวสารข้อมูลเข้าถึงได้ง่าย การบิดเบือนเพื่ออ้างความชอบธรรมจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ

