ลําพังอิทธิฤทธิ์โควิด-19 ที่ระบาดระลอกแล้วระลอกเล่า ถาโถมปัญหาปากท้อง ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว อย่างทุลักทุเลชาวบ้าน ภาคธุรกิจ เอาตัวรอดด้วยความยากลำบาก
มาถูกสำทับด้วยสถานการณ์รัสเซียบุกยูเครน ผลักดันราคาน้ำมันทะยานผ่านระดับ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทยอยปรับขึ้นต่อเนื่อง
ยิ่งซ้ำเติมยุคข้าวยากหมากแพง ค่าแรงถูก
สะท้อนจากภาวะเงินเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์รายงานว่าปรับตัวสูงขึ้น 5.28% เทียบเดือนกุมภาพันธ์ปีก่อน และสูงสุดในรอบ 13 ปี มีปัจจัยหลักมาจากสินค้าในกลุ่มพลังงาน หมวดอาหารและ
เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ปรับตัวตามต้นทุนการผลิต วัตถุดิบราคาแพง
ทิศทางเงินเฟ้อรายเดือนจากนี้ก็ยังมีโอกาสสูงได้อีก 4-5%
นั่นหมายความว่า ผู้บริโภคต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อซื้อสินค้าในปริมาณเท่าเดิม
มีเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการจับจ่ายเพิ่มเติม รวมไปถึงขยายมาตรการเดิม เช่น คนละครึ่ง ช้อปดีมีคืน
ปลายสัปดาห์ก่อน นายกฯประยุทธ์ต้องเรียก สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและ รมว.พลังงาน หารือด่วนบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันพุ่งสูง
คาดหวังกันว่า จะมีข่าวดีออกมาในเร็วๆ นี้
ไม่ว่าจะเข็นมาตรการอะไรเพื่อดูแลปากท้องชาวบ้าน พยุงภาคธุรกิจให้ไปต่อได้ จำเป็นต้องใช้เม็ดเงินเข้ามาหล่อเลี้ยงมหาศาล
มหาศาลเพียงใด อาจเปรียบเทียบได้จากการรับมือสถานการณ์โควิด-19
ทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข
ทั้งช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
ทั้งฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม
หลักๆ มาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งเว็บไซต์สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรายงาน ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ วงเงินกู้
ก้อนแรก 1 ล้านล้านบาท
และวงเงินก้อนที่สองอีก 5 แสนล้านบาท ถูกใช้ไปแล้ว 1.37 ล้านล้านบาท
คงเหลืออยู่เพียง 1.3 แสนล้าน
ไม่เพียงพอแน่นอนต่อการรับมือสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงอยู่ แถมระบาดสูงเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นราย สำหรับช่วยเหลือเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจ
และถูกซ้ำเติมผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน
ขณะที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท ลำพังถูกใช้ไปกับรายจ่ายประจำ
งบประมาณลงทุน
รวมถึงต้องแบ่งชดใช้เงินกู้จากปีก่อนๆ ก็แทบไม่เหลือพื้นที่นำมาปะผุเศรษฐกิจ ดูแลประชาชน
จึงเลี่ยงได้ยากจะต้องกู้เงินเพิ่มเติมอีก
ถึงอย่างนั้นยังมีข้อจำกัดของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง มาตรา 28 ที่แม้กำหนดว่า รัฐบาลสามารถมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดําเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยรัฐบาลจะจัดงบประมาณจะจัดเงินชดเชยค่าใช้จ่ายให้กับหน่วยงานนั้นๆ ในภายหลัง
แต่ต้องภายใต้เงื่อนไข ยอดหนี้คงค้างที่มีอยู่ทั้งหมดต้องไม่เกินเพดาน 35% ของวงเงินงบประมาณปีนี้ หรือประมาณ 1.085 ล้านล้านบาท
ปรากฏว่า ยอดหนี้สะสมตามมาตรา 28 รัฐบาลมีหนี้คงค้างในอดีตร่วม 9 แสนล้านบาท เมื่อรวมหนี้จากการอุดหนุนช่วยเหลือเกษตรกรฤดูกาลผลิตปี 2564/2565 อีกกว่า 1.7 แสนล้านบาท เท่ากับปริ่มเพดาน 35% แล้ว
นับเป็นภาวะหนักหน่วงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในสถานการณ์ความวัวยังไม่หาย ความควายเข้าแทรกเช่นนี้
สัญญา รัตนสร้อย

