หน้าแรก การเมือง เผย “สุพัฒนพง...

เผย “สุพัฒนพงษ์” ตั้งโต๊ะแถลงปมน้ำมัน 11 มี.ค. กพช.เคาะทบทวนสถานะกองทุนน้ำมัน หลังเกิดสงครามรัสซีย-ยูเครน

9.03.22 | 17:37 น.

เผย “สุพัฒนพงษ์” ตั้งโต๊ะแถลงปมน้ำมัน 11 มี.ค. กพช.เคาะทบทวนสถานะกองทุนน้ำมัน หลังเกิดสงครามรัสซีย-ยูเครน

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2565 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ในการแถลงครั้งนี้จะกล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 2/2565 เท่านั้น ส่วนสถานการณ์น้ำมัน มาตรการตรึงราคาน้ำมัน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง จะจัดการแถลงข่าวที่กระทรวงพลังงาน ในวันที่ 11 มีนาคม 2565 เวลา 10.00 น.


นายกุลิศ กล่าวว่า สำหรับผลการประชุม กพช. นั้น ได้มีมีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์การคำนวณและการดำเนินการเกี่ยวกับราคาก๊าซธรรมชาติภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) (Energy Pool Price) ในช่วงสถานการณ์ราคาพลังงานที่มีความผันผวน โดยมีหลักการนำต้นทุนค่าใช้จ่ายน้ำมันเตา น้ำมันดีเซลและก๊าซธรรมชาติเหลว นำเข้าของกลุ่มภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (Regulated Market) มาเฉลี่ยกับต้นทุนก๊าซธรรมชาติในราคาเนื้อก๊าซฯ (Pool Gas) เพื่อให้ต้นทุนการผลิตของภาคไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมภายใต้กำกับ อยู่ในทิศทางและแนวปฏิบัติเดียวกัน ซึ่งมีการใช้เชื้อเพลิงคิดเป็นหน่วยราคา/ความร้อน (บาท/MMBTU) และช่วยลดภาระค่าอัตราไฟฟ้า (Ft) ที่ส่งผลถึงผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง

นายกุลิศ กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบ การทบทวนแผนรองรับวิกฤตการณ์ด้านน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2563 – 2567 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2 เพื่อรองรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ให้สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการดำรงชีพ เนื่องจากความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

“ที่ผ่านได้กระทรวงพลังงานได้ เสนอว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง สามารถมีสถานะติดลบได้ไม่เกิน 3 หมื่นล้านบาท ตามที่ครม.อนุมัติเมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2565 แต่ด้วยสถานการณ์ในขณะนี้มีวิกฤติสงครามรัสเซียกับยูเครน จึงได้มีการทบทวน เพื่อให้รองรับสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และให้กองทุนมีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่มีเพดาน แต่เพื่อไม่ให้กระทบกฎหมายวินัยทางการเงินการคลังของประเทศ และกองทุนสามารถคืนเงินได้ กรอบอย่างไม่เป็นทางการจึงขยับเป็น 4 หมื่นล้านบาท” นายกุลิศ กล่าว

Advertisement

นายกุลิศ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังเห็นชอบ การเพิ่มวงเงินโครงการก่อสร้างคลังจัดเก็บและแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG Receiving Terminal แห่งที่ 2 จังหวัดระยอง จากเดิมวงเงิน 38,500 ล้านบาท เป็นวงเงินไม่เกิน 41,400 ล้านบาท เพื่อเร่งการดำเนินการแล้วเสร็จเร็วขึ้น จากเดือนพฤศจิกายน 2565 มาเป็นเดือนพฤษภาคม 2565 รองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่ เกิดขึ้น ทั้งเรื่องราคาที่สูงและ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ

นายกุลิศ กล่าวว่า รวมถึงการเรื่องพลังงานหมุนเวียน โดยที่ ประชุม กพช. พิจารณาเห็นชอบอัตราค่าไฟฟ้าของโครงการหลวงพระบาง 2.8432 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ (COD) เดือนมกราคม 2573 และโครงการปากแบง 2.9179 บาท/หน่วย กำหนดจ่ายไฟเข้าระบบ เดือนมกราคม 2576 โครงการจัดซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ จาก สปป.ลาว เข้ามาใช้ทดแทนรูปแบบการผลิตพลังงานในปัจจุบัน ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามเป้าหมายในการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของรัฐบาล

นายกุลิศ กล่าวว่า และเห็นชอบแนวทางการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ดังนี้ 1.โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชนประเภท บ้านอยู่อาศัย (โซลาร์ภาคประชาชน) ให้มีการรับซื้อต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นไป โดยกำหนดเป้าหมาย การรับซื้อปีละ 10 เมกะวัตต์ ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 2.20 บาทต่อหน่วย และระยะเวลารับซื้อ 10 ปี ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องปรับปรุงเป้าหมายการรับซื้อ มอบให้ กบง. พิจารณากำหนด เป้าหมายดังกล่าวได้ 2.โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับกลุ่มโรงเรียน สถานศึกษา โรงพยาบาล และสูบน้ำเพื่อการเกษตร ปี 2565 กำหนดเป้าหมายการรับซื้อ 10 เมกะวัตต์ ราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินที่จำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบ 1.00 บาทต่อหน่วย และระยะเวลารับซื้อ 10 ปี