‘วุฒิสาร’ ปลุกเทศบาล แนะใช้แนวคิด ‘สโนว์บอล’ เริ่มลงมือเปลี่ยนเมือง
หมายเหตุ – นายวุฒิสาร ตันไชย เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า บรรยายเรื่อง “บริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และความท้าทายของเทศบาลในปัจจุบันและอนาคต” ในการประชุมและสัมมนาทางวิชาการ สมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย ที่อาคารชาเลนเจอร์ อาคาร 2 อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา

วุฒิสาร ตันไชย
เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
ความท้าทายของเทศบาลคือ เราอยู่กับปัญหามานาน แต่หนึ่งที่เทศบาลควรต้องคิด ทำ และชวนผู้บริหารคิดให้มากขึ้นคือ ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร เทศบาลก็ต้องมีลมหายใจต่อไป เป็นองค์กรตัวอย่างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในไทย
เทศบาลจะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือความต้องการของพี่น้องประชาชน ที่มีความซับซ้อนและมากขึ้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้ต้องปรับตัวและรูปแบบวิธีการทำงาน เพื่อตอบโจทย์ประชาชน ไม่ว่าท่านทำอะไร ต้องคิดว่าประชาชนจะต้องได้อะไรด้วย ที่สำคัญต้องเกรงใจประชาชน
ความต้องการของประชาชน ไม่ได้ตรงไปตรงมาอีกต่อไป แต่จะซับซ้อนมากขึ้น ผู้สูงอายุคงไม่ต้องการแค่ 600-900 บาท แต่อาจต้องการอะไรที่มากกว่านั้น เช่น สวัสดิการ โอกาส แว่นสายตา ฯลฯ รวมถึงอาจจะยังมีภาระดูแลหลานที่พิการอยู่ นั่นคือความซับซ้อน
ผู้บริหารท้องถิ่นจึงต้องใช้เลนส์ที่ละเอียดขึ้นในการมองปัญหานี้ ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ต้องการการตอบสนองที่รวดเร็ว ขีดความสามารถของเทศบาลจึงไม่ได้วัดแค่เรื่องความสามารถในการตอบสนอง แต่ต้องตอบสนองที่เร็ว
ความเป็นเมืองจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว UN-Habitat พูดว่า อีกไม่เกิน 10 กว่าปีข้างหน้า ประชากรของโลกจะอยู่ในเขตเมืองถึงร้อยละ 70 แปลว่า การแปรสภาพความเป็นเมืองจะมีมากขึ้น ปัญหาของประชาชน การดูแลจราจร ขยะ มลภาวะจะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิด 2 เรื่องคือ 1.เมืองเจริญใหม่ หรือ 2.เมืองที่เคยเจริญ ซึ่งคือเมืองที่เมื่อก่อนรถไฟหยุด วันนี้รถไฟไม่หยุด วิ่งผ่านไปโดยไม่แยแส การลงทุนภาครัฐในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานจะมีส่วนผลักดันสำคัญมากที่ทำให้สภาวะความเป็นเมืองเปลี่ยนไป
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) จะเริ่มใช้ในปี 2566 เมื่อก่อนเรามีแผนพัฒนาฉบับที่ 1-12 ซึ่งจะเขียนทุกเรื่องไว้กว้างขวาง ไม่เห็นโฟกัส เราทำตามแผนทั้ง 12 ฉบับมาโดยตลอด แต่ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ซึ่งในแผนพัฒนาฉบับที่ 13 กำลังวางแนวทางใหม่ว่าจะเน้นประเด็นที่สำคัญซึ่งเป็นหมุดหมายของการเปลี่ยนแปลงประเทศ โดยกำหนดเอาไว้ 13 เรื่อง ใน 4 มิติ คือ
1.มิติภาคการผลิต การบริการ และเป้าหมาย คือ 1.ไทยจะเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรแปรรูป 2.เป็นจุดหมายการท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืน 3.เป็นฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 4.เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และสุขภาพมูลค่าสูง 5.เป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ของภูมิภาค 6.เป็นศูนย์กลางเรื่องดิจิทัล และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในอาเซียน
2.มิติเรื่องโอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับ อปท. คือ 7.จะสนับสนุนให้มีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง ศักยภาพสูง และแข่งขันได้ 8.จะมีพื้นที่เมืองอัจฉริยะน่าอยู่ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน นี่คือเป้าหมายของเทศบาลทั้งหมด ผมคิดว่าวันนี้สภาพัฒน์กำลังพยายามจัดทำคู่มือ การพัฒนาเรื่องเมืองน่าอยู่สมาร์ท ซิตี้ มากขึ้น 9.ไทยจะแก้ปัญหาเรื่องความยากจนข้ามรุ่น และความคุ้มครองสิทธิทางสังคม
3.มิติความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คือ 10.มีเศรษฐกิจหมุนเวียน และสังคมคาร์บอนต่ำ 11.ลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4.มิติปัจจัยผลักดันการพลิกโฉมประเทศ คือ 12.ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต และ 13.มีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชน
เทศบาล ในฐานะองค์กรของรัฐ ต้องพิจารณาว่าจะสามารถเชื่อมโยง ขับเคลื่อน ผลักดันสิ่งเหล่านี้ไปได้อย่างไร
การปฏิรูประบบราชการในวันนี้ มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เป็น Digital organization หรือ E-Government ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการมีระบบเปิดข้อมูลข่าวสาร (Open data) จากนั้นสิ่งที่ตามมาคือ การเปิดระบบกระบวนการทำงาน (Open proses) ในที่สุดจะกลายเป็นการทำงานที่สามารถตรวจสอบได้ (Open Government) ซึ่ง อปท.และเทศบาล เกี่ยวข้องโดยตรง
ต่อไปการทำงานทั้งหมดจะมีฐานข้อมูล (Big Data) มีระบบบัญชีข้อมูล (Data Catalog) ของทุกภาคส่วนที่ทุกคนเข้าไปใช้ได้ วันนี้สภาพัฒน์เปิดฐานข้อมูล Thai People Map ที่พูดถึงคุณสมบัติของคนตามเลข 13 หลักว่าได้รับสวัสดิการ ได้อรรถประโยชน์อย่างไร เพื่อลงไปดูว่าสัดส่วนของคนแต่ละจังหวัดเป็นอย่างไร นี่คือสิ่งที่จะมีในอนาคต
ที่สำคัญคือการเปลี่ยนแปลงผกผัน (disruption) เมื่อก่อนเราได้ยินแค่คำว่า Technology disrupt โลกแห่งความผกผันบอกไว้แค่ว่า หากมีการเปลี่ยนแปลงกระทบต่อโครงสร้างสังคมเศรษฐกิจแล้วไม่สามารถรับมือได้ก็เป็นปัญหา ผมคิดว่าวันนี้มี “Triple-disruption” คือ
1.Digital Disruption ทำให้เราต้องปรับอีกหลายเรื่อง เราปรับแล้วในเรื่องเครื่องมือและวิธีการ แต่เหลือการปรับวัฒนธรรม ซึ่งจะปรับอย่างไรให้การประชุมมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบต่อบริการประชาชน จึงต้องปรับทั้งในเชิงโครงสร้าง Hardware และ software การเรียนออนไลน์จะทำอย่างไรให้เด็กไม่ลอกข้อสอบ เป็นปัญหามากในเรื่องของวัฒนธรรม มายด์เซต ซึ่งการปรับตัวในการทำงานก็ต้องสร้างขึ้นด้วย
2.Pandemic Disruption เรื่องของโควิดทำให้กลับมาคิดว่า ในอนาคตจะรับมืออย่างไร มี 5 ขั้นที่ต้องรับมือ คือ 1.แก้ปัญหา (resolve) ทั้งการติดเชื้อ การป้องกันโรค และวัคซีน 2.รักษาสถานภาพ (Resilience) ไม่ให้คนล้มหายตายจาก ซึ่งมาตรการทางเศรษฐกิจจะเป็นตัวช่วยประคับประคอง 3.กลับสู่ภาวะปกติ (Return) คำถามคือ ปกติแบบต้องใส่หน้ากากกันตลอดไป หรือแบบไหน และเมื่อไร 4.สร้างจินตนาการใหม่ (Re-Imagination) สร้างวิธีคิดและฉากทัศน์ใหม่ ว่าถ้าโรคระบาดกลับมาจะอยู่กันอย่างไร เมืองท่องเที่ยวที่เคยประสบความสำเร็จปีละ 5 ล้านคน หากภาพนั้นไม่กลับมา โครงสร้างด้านการท่องเที่ยวทั้งหมดจะเป็นอย่างไร จึงมีความสำคัญมากสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น 5.การปฏิรูป (Reform) ปรับกฎหมายให้รองรับความเปลี่ยนแปลงนี้
หลายเรื่องที่เราพยายามใช้แอพพลิเคชั่นในการขออนุญาต แต่จะพบว่ากฎหมายดั้งเดิมเขียนว่าต้องไปยื่นเรื่องด้วยตนเองเท่านั้น ซึ่งวันนี้รัฐบาลกำลังทำ พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ จะมาตัดกฎหมายที่ขัดแย้งกับการขออนุญาตผ่านอิเล็กทรอนิกส์ได้ แทนที่จะแก้กฎหมายทั้งหมด ก็ออกมา 1 ฉบับทีเดียว ทั้งนี้ 2 ปีที่ผ่านมา เราอยู่ในขั้นที่ 1-2 แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะรีเทิร์นได้เมื่อไร แบบไหน อย่างไร
3.New Generation Disruption คนรุ่นใหม่ที่มีวิธีคิด มีความต้องการที่ไม่เหมือนคนรุ่นเรา เมื่อก่อนเรารู้จักทฤษฎีมาสโลว์ ว่าความต้องการของคนเริ่มต้นจากปัจจัยพื้นฐาน แต่วันนี้สามเหลี่ยมมาสโลว์กลับทาง เด็กรุ่นใหม่เริ่มต้นจากความพอใจสูงสุดก่อนว่าอยากทำอะไร ซึ่งกระทบทั้งหมดในเรื่องการจัดบริการสาธารณะ หรือแม้กระทั่งวิธีคิดในการออกเสียงเลือกตั้ง จึงเป็นอีกเรื่องที่ต้องจัดการให้อยู่ร่วมกันได้

นอกจากนั้น ปัญหาความท้าทายของสังคมไทย มีอยู่ 9 เรื่อง คือ
1.เส้นแบ่ง ที่ทำให้คนแตกต่างกันมาก คือ 1.1 ความสามารถในการเข้าถึงเทคโนโลยีที่ต่างกัน ทำให้คนมีโอกาสไม่เท่ากัน เช่น การเข้าถึงสมาร์ทโฟนเพื่อใช้ใครงการของรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นเคส K-shape 1.2 เส้นแบ่ง
ด้านการศึกษา เมื่อก่อนการศึกษาเป็นเครื่องมือไต่ระดับทางสังคม แต่วันนี้ไม่ใช่ คนที่มีทรัพยากรมากกว่า เข้าถึงได้มากกว่า
2.ความสามารถในการแข่งขัน ความสามารถในการแข่งขันระหว่างทุนในประเทศ ยังไม่เป็นธรรม เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดว่าจะไปเกื้อหนุนคนที่มีแต้มต่อน้อยกว่าได้อย่างไร ให้อยู่ในระบบธุรกิจของเมืองได้ เช่น กลุ่มหาบเร่ แผงลอย ร้านอาหารตามถนน
3.ช่องว่างระหว่างกลุ่มอายุ ต้องอุดช่องว่างนี้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้
4.คุณภาพการศึกษา คือโจทย์ใหญ่มาก นำไปสู่การสร้างกลุ่มเปราะบางใหม่ และแผลเป็นของระบบการศึกษา ที่ไม่ได้คุณภาพอย่างแท้จริง คนที่เข้าไม่ถึงคือกลุ่มเหลื่อมล้ำใหม่ทางการศึกษา เด็กหลุดออกนอกระบบหลายแสนคน เกิดจากผู้ปกครองตกงาน
5.ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ โดยเฉพาะกลุ่มทุนขนาดเล็ก และภาคเกษตร ที่สู้ทุนใหญ่ไม่ได้ ทำให้เกิดความได้เปรียบ-เสียเปรียบในการผลิต
6.ประสิทธิภาพของการบริหารภาครัฐที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว จากการที่ภาครัฐยังมีความแข็งตัว ยึดในกฎระเบียบ ไม่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่น
7.ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งจะกลายเป็นตราบาปให้ อปท.
8.ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และมากขึ้น
9.ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้ประกอบการ ทั้งภาคท่องเที่ยว บริการ ผู้ประกอบการรายย่อยที่ยิ่งตกงานมากขึ้น ดังนั้น คนที่อยู่ในสภาวะปกติก็มีโอกาสที่จะเป็นกลุ่มเปราะบางได้
อย่างไรก็ตาม เทศบาลต้องทำหน้าที่ต่อไป ผมเสนอ 4 เรื่อง คือ 1.ทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ 2.ทำหน้าที่เพื่อพัฒนาและสร้างสังคมที่ดีขึ้น 3.ทำหน้าที่เพื่อการสร้างสรรค์เศรษฐกิจ และ 4.ทำหน้าที่เพื่ออนาคต
การทำหน้าที่ในอนาคต เราควรทำให้เป็นเมืองที่มีแบรนด์ (City Branding) น่ามาอยู่ น่ามาเกษียณ เป็นเมืองแห่งการลงทุนด้วยการมีอินฟราสตรัคเจอร์ และเป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว ด้วยการค้นหาอัตลักษณ์ที่มีเอกลักษณ์ แล้วทำเอกลักษณ์นั้นให้มีคุณค่าและความหมาย
ตัวอย่างเมืองที่ประสบความสำเร็จระดับโลก เช่น เมืองคิตะคิวชู ซึ่งมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาก แต่พัฒนาจนสะอาด และเป็นเมืองที่ใช้ถ่ายทำภาพยนตร์โดยให้ประชาชนร่วมแสดง หรือสิงคโปร์ ที่เสนอเรื่องการใช้หาบเร่ให้เป็นวัฒนธรรม ผ่านโครงการพัฒนา เป็นต้น
ท้องถิ่นต้องปรับบทบาท เทศบาลไม่ใช่ผู้จัดบริการอย่างเดียวอีกต่อไป
1.ต้องมีหลายบทบาท ไม่เพียงบริการ แต่ยังเป็นคนเชื่อมโยง บังคับใช้กฎหมาย เป็นผู้สนับสนุนที่ปรึกษา และบ่มเพาะ
2.เจอความต้องการของประชาชน ทำระบบเปิด โปร่งใส ลดการกำกับดูแลจากรัฐ ด้วยการเปิดเผยข้อมูลซึ่งเป็นเครื่องมือที่ง่ายที่สุด
3.ต้องร่วมมือกัน แน่นอนว่าการสร้างบ้านแปงเมือง ไม่สามารถสร้างเสร็จวันเดียวได้ ต้องการความต่อเนื่อง มุ่งมั่น แพชชั่น
และเป้าหมายระยะยาว ที่สำคัญคือต้องระดมทรัพยากรจากทุกฝ่าย
การผนึกกำลังระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในเมือง รัฐราชการ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม ชุมชน จึงมีความสำคัญ อาจทำได้ยากแต่ต้องลองเริ่มทำ ทำตรงไหนก็ได้ เรื่องอะไรก็ได้สัก 1 เรื่องก่อน แบบ Snow Ball Concept คือเริ่มจากจุดใดจุดหนึ่งแล้วทำให้สำเร็จ แล้วจะได้ 2 อย่างคือ 1.ความเชื่อมั่น 2.ศรัทธาจากภาคส่วนต่างๆ
เหมือนหิมะที่ถล่มจากภูเขาสูง ก็เริ่มจากลูกเล็กๆ ทั้งนั้น เมื่อกลิ้งลงมาจะมีมวลพลังที่ใหญ่ขึ้น ฉะนั้น อย่าเพิ่งพูดว่ายาก หรือไม่ได้ ให้ทำทีละจุด สำคัญที่สุดคือเริ่มทำ ผู้บริหารต้องทำให้ดู การคิดเปลี่ยนทั้งประเทศนั้นเปลี่ยนยาก แต่ถ้าคิดว่า เปลี่ยนเมืองง่ายกว่า จะเกิดพลังของการเปลี่ยนแปลง ถ้าเมืองเปลี่ยนประเทศก็เปลี่ยน
ขอส่งกำลังใจให้กับคนเทศบาลทุกคนที่อาสาเข้ามาบริหารเทศบาล มีเวลา 4 ปี ที่จะพิสูจน์ความมุ่งมั่น ตั้งใจ และสร้างการยอมรับจากประชาชน ภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดของเทศบาลคือศรัทธาของประชาชน

