คลี่แผน ‘พาณิชย์’ สู้รับมือของแพง
ความพึงพอใจกับไม่พอใจ กำลังงัดข้อกันอย่างหนัก สำหรับสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในช่วง “ขาขึ้น” ต่อเนื่อง ในด้านผู้ผลิตวัตถุดิบภาคเกษตร ระบุพึงพอใจกับราคาปาล์ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา รวมถึงอาหารโปรตีนและเนื้อสัตว์ ราคาถีบตัวสูงขึ้น เพียงช่วงเวลาปีเศษราคาพุ่ง 2-3 เท่าตัว
แต่เมื่อวัตถุดิบและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ค่าขนส่ง รวมถึงผลกระทบจากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครน ผสมเข้าไปอีก จึงส่งผลต่อต้นทุนสินค้ากึ่งสำเร็จรูปและสินค้าสำเร็จรูปสูงตามไปด้วย
ดังนั้น ในทางทฤษฎี เมื่อต้นทุนผลิตและต้นทุนการบริหารจัดการ (ค่าโสหุ้ย) เพิ่ม ในทางปฏิบัติก็ต้องผลักภาระที่เพิ่มขึ้นไปกลางน้ำและปลายน้ำ ผ่านการขึ้นราคา และลดมาร์จิ้นระหว่างผู้ค้า
แต่ในทางปฏิบัติ ทุกวันนี้ที่ในยุคเงินตึงตัวในภาวะเงินเฟ้อสูง การจะผลักราคาสินค้าไปถึงผู้บริโภคทำได้ยากขึ้น เพราะไม่แค่เกรงผู้ซื้อลดปริมาณ หรือหันไปซื้อสินค้าคู่แข่ง ต้องรับมือกับรัฐบาลที่ใช้มาตรการแทรกแซงราคา บนข้ออ้างว่า “ปรับราคาจะซ้ำเติมประชาชนเดือดร้อนมากขึ้น” จึงมาพร้อมกับนโยบาย “ขอให้ตรึงราคาสินค้าไปก่อน”
ในอดีตนั้นการตรึงราคาสินค้าย่อมได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต ผู้ค้า แต่ในวิกฤตราคาน้ำมันแพง ค่าขนส่งสูงขึ้น และวัตถุดิบขึ้นทุกวัน กลุ่มผู้ผลิตที่มีสายป่านไม่ยาวก็ต้องขึ้นราคาขายทั้งทางตรงและทางอ้อม
ทางตรง เลือกปรับราคาตามต้นทุน ครั้งละ 5-10% ส่วนทางอ้อม เลือกออกสินค้ารุ่นใหม่ ตั้งราคาขายใหม่ หรือลดปริมาณหรือน้ำหนักสินค้าแทนการปรับราคา แม้สินค้านั้นเป็นสินค้าที่กระทรวงพาณิชย์ขอความร่วมมือตรึงราคาไว้
ดังนั้น ในวันนี้ทุกภาคส่วนจับตามองว่า กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานตรงที่ดูแลปัญหาปากท้องทั้งของเกษตรกร พ่อค้า และประชาชน จะมีมาตรการอย่างไรที่จะสร้างสมดุลระหว่างต้นน้ำที่อยากได้ราคาสูงๆ แต่กลางน้ำ หรือผู้ผลิตและจำหน่ายต้องการคงกำไรเท่าเดิม ส่วนปลายน้ำอย่างผู้บริโภคไม่ต้องการซื้อของแพงขึ้น
“บุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ออกมาย้ำหลังประชุมวอร์รูม หรือศูนย์กลางติดตามสถานการณ์ปริมาณและราคาสินค้า ว่าเมื่ออัพเดตข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ บางส่วนได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนวัตถุดิบ หรือราคาวัตถุดิบสูงขึ้น
สินค้าแรกๆ คือ ปุ๋ยกับอาหารสัตว์ โดยปุ๋ยต้องใช้แม่ปุ๋ยนำเข้ามากสุดคือ ปุ๋ยยูเรีย เป็นผลผลิตจากก๊าซธรรมชาติ ราคาสูงขึ้นทุกวัน กลุ่มอาหารสัตว์ เจอราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ราคาสูง และข้าวสาลีที่ต้องพึ่งพานำเข้าจากแหล่งผลิตใหญ่ที่ยูเครนราคาดีดตัวมากขึ้น
ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นเป็นรายวัน เกิน 125 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลแล้ว ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งปรับตัวขึ้น หากความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนไม่นิ่ง จะยุติ หรือยืดเยื้อแค่ไหน มาตรการแรกคือหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบอื่นมาเป็นทางเลือก เช่น แป้งสาลี มองไปที่ออสเตรเลียที่มีข้อตกลง TAFTA ภาษี 0%
“โดยหลักการกระทรวงพาณิชย์ต้องดูแลตลอดห่วงโซ่อุปทานให้เกิดความเป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางคือผู้ผลิต ถึงปลายทางคือผู้บริโภค หากต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแบบมีนัยสำคัญต้องดูแลให้ธุรกิจนั้นสามารถประกอบธุรกิจอยู่ได้ แต่ต้องไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อนจากราคาที่สูงจนเกินไป หากจะปรับราคาต้องตรวจสอบว่าการปรับราคาสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นแบบสมเหตุสมผล และไม่ใช่สินค้าทุกประเภทจะได้รับผลกระทบเท่ากัน จะตีเป็นสูตรสำเร็จขึ้นเท่ากันไม่ได้” ปลัดกระทรวงพาณิชย์แจงแนวทางดูแลราคาสินค้า
ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ประกาศควบคุม 18 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป น้ำอัดลม เครื่องใช้ไฟฟ้า ซอสปรุงรส อาหารกระป๋อง ข้าวสารถุง นมผลิตภัณฑ์จากนม อาหารสัตว์ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระดาษ ยาเวชภัณฑ์ บริการทางการแพทย์ น้ำมันพืช อาหารสด ผลิตภัณฑ์ซักล้าง และค่าบริการ ยังต้องจับตา 18 กลุ่มสินค้าที่ควบคุมอย่างใกล้ชิด หากจะขอปรับราคาต้องแจ้งต้นทุนเข้ามา เราจะตรวจสอบ เพราะภาวะต้นทุนหลอกกันไม่ได้ หากแจ้งไม่ถูกต้อง ไม่สอดคล้องความเป็นจริง ถ้าพบว่าแจ้งเท็จจะมีความผิดตามกฎหมาย
ที่ผ่านมาเราได้แต่รับทราบจากข่าว แต่ยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการ เช่น นมข้นหวานอ้างต้นทุนกระป๋องสูงขึ้น หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบางยี่ห้อขึ้นราคาขายส่งเป็นแพคละ 60 บาท แต่ขายปลีกยังขายซองละ 6 บาทเหมือนเดิม ไม่ได้ขึ้นราคา เป็นเรื่องการทำตลาดของเขา จากเดิมลดราคาให้ เมื่อไม่มีจึงทำให้ราคากลับมาที่เดิม
ส่วนน้ำมันพืชถั่วเหลืองแพงขึ้นเกี่ยวกับหลายอย่าง ขณะที่ปาล์มราคาสูงขึ้นอีก ก็ต้องคุยกันหลายภาคส่วนรวมถึงผู้ผลิตด้วย
สมาคมปุ๋ยทำหนังสือแจ้งมาว่าราคาแม่ปุ๋ยนำเข้าปรับตัวสูงขึ้น ขอให้กระทรวงพิจารณา แต่ก็ยังเป็นเพียงการรับทราบ เพราะการขอปรับราคาต้องแจ้งมาอย่างเป็นทางการ และสมาคมยังไม่ได้แจ้งราคามาชัดเจน ขอยืนยันว่าผู้ผลิตจะปรับราคาต้องให้กระทรวงพาณิชย์อนุญาตจึงปรับราคาได้
“ผลหารือจะเสนอ ‘จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์’ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พิจารณาว่าจะเดินในทางไหน ภายใต้หลักการที่ผู้ผลิตอยู่ได้ และผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม ภายใต้ภาวะราคาที่ปัจจัยการผลิตมีต้นทุนที่สูงขึ้น” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ชี้แจงหลักการในการดูแลราคาสินค้าต่างๆ ในภาวะที่ไม่ปกติ
ทั้งนี้ แม้ในทางทฤษฎี กระทรวงพาณิชย์ขอให้ตรึงราคา แต่ในความเป็นจริงเมื่อสำรวจตามห้างค้าปลีกและร้านค้าทั่วไปก็พบว่า ใน 18 กลุ่มสินค้านั้นมีราคาสูงขึ้นแล้ว โดยผู้ผลิตบางรายปรับราคาทั้งขายส่งและขายปลีก ขณะที่บางรายใช้การหั่นกำไรกับร้านส่งยี่ปั๊วซาปั๊วเพื่อไม่ให้กระทบต่อราคาขายปลีก ซึ่งเรื่องนี้ในวงการค้าปลีกระบุว่าทางออกทางธุรกิจที่ดีที่สุดตอนนี้คือ เมื่อกระทรวงพาณิชย์ไม่ได้ห้ามเรื่องปรับราคาของสินค้ารุ่นใหม่ ดังนั้น จากนี้จะเห็นการเพิ่มสินค้าใหม่ๆ โดยราคาจะสูงกว่าเดิม
วงในกระทรวงพาณิชย์แจงวิธีการคุมราคาสินค้าไว้ว่า เมื่อได้รับนโยบายต้องดูแลคู่ขนาน คือราคาพืชเกษตรต้องไม่ตกต่ำ กับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคไม่แพงเกินไป วิธีการที่นำมาใช้คือ 1.เปิดช่องให้ผู้ผลิตขึ้นราคาได้บางส่วน และจัดทำสินค้าราคาถูกมาป้อนตลาดบางส่วน ผ่านมหกรรมสินค้าราคาถูก หรือแคมเปญธงฟ้า
2.ขอความร่วมมือค้าปลีกลดค่าธรรมเนียมวางสินค้า หรือจัดมุมพิเศษขายสินค้าตรงจากแหล่งผลิต 3.เร่งขยายตลาดกลาง หรือตลาดท้องถิ่นเป็นแหล่งซื้อขายชุมชน
4.เปิดนำเข้าสินค้า หรือวัตถุดิบต่างประเทศที่ราคาถูกกว่า 5.พิจารณาขยับเพดานราคาสินค้าตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เช่น น้ำมันปาล์ม ราคากลางที่ภาคเอกชนกับกระทรวงพาณิชย์ ตกลงกันไว้ไม่เกิน 62-64 บาท/ลิตร ก็ขยับชั่วคราวอีก 2-3 บาท เป็นต้น 6.กรมการค้าภายในเจรจากับผู้ผลิต หรือผู้จำหน่ายเป็นรายๆ แทนการประชุมพร้อมกันทั้งหมด เพื่อให้เกิดราคาขายที่หลากหลายและแข่งขันกันเอง
ในความเป็นจริงทุกวันนี้ กระทรวงพาณิชย์รู้ว่าจะใช้ไม้แข็งโดยนำมาตรการควบคุมราคามาใช้ไม่ได้แล้ว เพราะผู้ผลิตมีต้นทุนสูงขึ้นมาก ไม่อาจจะให้ความร่วมมือตรึงราคาสินค้าเหมือนที่ผ่านมาได้อีก

