หน้าแรก การเมือง ‘มท.’ เร่งแก้...

‘มท.’ เร่งแก้จนตรงเป้า อยู่รอด-พอเพียง-ยั่งยืน

12.03.22 | 08:28 น.

สกู๊ปหน้า 1 : ‘มท.’ เร่งแก้จนตรงเป้า อยู่รอด-พอเพียง-ยั่งยืน

“ความยากจน” เป็นโจทย์หินในการแก้ปัญหามาทุกรัฐบาล ยิ่งยุคนี้ต้องมาเจอการแพร่ระบาดของโควิด อีกทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไปทั่วโลก เป็นวิกฤตที่มากดทับให้ปัญหา
หนักหนากว่าเดิม

กระทรวงมหาดไทย เป็นหนึ่งในกลไกหลักในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาความยากจน ผ่านศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) ในระดับพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหาลงถึงฐานราก

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เกริ่นว่า ตามที่รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยขับเคลื่อนการดำเนินงาน ศจพ. ในระดับพื้นที่ ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผม พร้อมผู้บริหารระดับสูง ลงพื้นที่มอบนโยบายและซักซ้อมแนวทางขับเคลื่อนให้กับผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด พัฒนาการจังหวัด ท้องถิ่นจังหวัด นายอำเภอ รวมถึงทีมขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ในทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อให้เกิดความรับรู้เข้าใจในการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลที่จะ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” และให้การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 นี้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เผยว่า พล.อ.อนุพงษ์ได้มอบนโยบายและแนวทางการปฏิบัติว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศจพ. ซึ่งมีเป้าหมายคือ การแก้ปัญหาความยากจนแบบพุ่งเป้าแต่ละครัวเรือน หรือ การตัดเสื้อให้พอดีตัว โดยให้ทุกจังหวัดใช้ข้อมูลจากระบบบริหารจัดการข้อมูลการพัฒนาคนแบบชี้เป้า (Thai People Map and Analytics Platform) หรือ TPMAP เป็นฐานข้อมูลในการขับเคลื่อน ในปี 2565 มีคนจนเป้าหมายในระบบ จำนวน 1,025,782 คน

โดยผู้ว่าราชการจังหวัดต้องเน้นย้ำการแก้ไขปัญหาความยากจนให้เสร็จสิ้นในระดับอำเภอ ซึ่งนายอำเภอต้องมีบทบาทสำคัญในการบูรณาการส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในอำเภอแก้ไขปัญหาด้วยการ
นำแนวทางจากเมนูแก้จน 5 ด้านจาก TPMAP ได้แก่ 1) สุขภาพ 2) ความเป็นอยู่ 3) การศึกษา 4) ด้านรายได้ 5) การเข้าถึงบริการภาครัฐ

Advertisement

หากเป็นปัญหาแตกต่างจากแนวทางดังกล่าว ให้หน่วยงานแก้ไขตามอำนาจหน้าที่เป็นรายครัวเรือนต่อไป ทั้งนี้ ต้องแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 โดยแบ่งเป้าหมายการแก้ไขปัญหาเป็น 3 ระดับ ได้แก่ อยู่รอด พอเพียง และยั่งยืน

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ต้องกำกับติดตาม ทีมพี่เลี้ยง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้รับการแก้ไขแบบพุ่งเป้า เกิดผลเป็นรูปธรรม ผ่านการวิเคราะห์ปัญหาและการ จัดทำแผนครัวเรือนด้วยหลัก 4 ท คือ ทัศนคติ ทักษะ ทรัพยากร ทางออก โดยการมีส่วนร่วมของครัวเรือนในการวิเคราะห์ปัญหาและกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหากับทีมพี่เลี้ยงโดยสมัครใจ ไม่เป็นการบังคับ
รวมทั้งกำกับและติดตามการรายงานผลการดำเนินงาน ศจพ. ทุกระดับพร้อมบันทึกลงใน Logbook

รวมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างการรับรู้ สื่อสาร ประชาสัมพันธ์ ทุกช่องทาง ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาความยากจนให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้เน้นย้ำในการสร้างความเข้าใจกับ ศจพ.ในทุกระดับว่า ความยากจน คือ ความเดือดร้อนของประชาชนในทุกเรื่องที่ประชาชนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ซึ่งเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำในตอนนี้ อันถือเป็น กระดุมเม็ดแรก คือ ต้องสำรวจผู้ได้รับความเดือดร้อนที่เป็น
กลุ่มเป้าหมายให้ครบ

โดยกรมการปกครองได้พัฒนาระบบ Thai QM เป็นเครื่องมือให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในพื้นที่ภายใต้การกำกับดูแลของนายอำเภอ ใช้สำรวจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกเรื่อง เช่น บ้านที่อยู่อาศัยไม่มีทะเบียนบ้าน ปัญหายาเสพติด เงินกู้นอกระบบ การไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน หรือไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น

ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอในฐานะนายกฯในพื้นที่ต้องเป็นแม่ทัพในการขับเคลื่อน ศจพ.ให้บรรลุเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่เดือดร้อน การแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยของ ศจพ. เป็นวาระแห่งชาติ วาระจังหวัด วาระอำเภอ และเป็นวาระแห่งชีวิตของข้าราชการกระทรวงมหาดไทยทุกคนที่ต้องมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเทขับเคลื่อนการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย โดยบูรณาการกลไก/เครือข่ายในพื้นที่

ร่วมขับเคลื่อนด้วยแนวทาง 2 มิติ คือ มิติยาฝรั่ง ทำให้อยู่รอด ไม่เดือดร้อน ทำให้มีบ้าน ได้เรียนหนังสือ มีปัญหาขอรับความช่วยเหลือได้ทันที และ มิติยาไทย ทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องเน้นย้ำสร้าง ทีมที่จริงใจ ปลุกใจให้ทีมมีใจมุ่งมั่นร่วมแก้ปัญหาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่มีความเดือดร้อน เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการดำเนินงาน

ซึ่งจะสำเร็จได้จาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ทัศนคติ ความรู้ และความสามารถ โดยจับมือกลไกภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ ประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัด องค์กรเอกชน สมาคม มูลนิธิต่างๆ รวมทีมลงไปช่วยเหลือประชาชน ซึ่งนายอำเภอสามารถปรับองค์ประกอบทีมพี่เลี้ยงได้ตามสภาพปัญหาและความเดือดร้อนของคนยากจนเป้าหมาย เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหา เช่น พระสงฆ์ คหบดี เกษตรกร หรือบุคคลที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณ และรวบรวมทุกความเดือดร้อนของประชาชนให้ครบถ้วน

หากปัญหาเรื่องใดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับอำเภอให้รายงานไปที่จังหวัด หากไม่สามารถแก้ไขได้ในระดับจังหวัด ให้รายงานมาที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ ต้องกำกับ ติดตามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ ให้มี ศูนย์ช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน เป็นศูนย์ข้อมูลที่รวบรวมปัญหาความต้องการของประชาชนและประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนด้านต่างๆ ได้แก่ ด้านสาธารณภัย ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ การช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย

รวมทั้งให้ทุกอำเภอจัดตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวก รวบรวมปัญหาความต้องการของประชาชน และประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือ/แก้ไขปัญหา โดยบูรณาการทรัพยากรต่างๆ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาความยากจน/ความเดือดร้อน ซึ่งเป็นการสนับสนุนการดำเนินงานศูนย์ช่วยเหลือประชาชนผู้เดือดร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

นอกจากนี้ ในด้านการแก้ไขปัญหาร่วมกับโครงสร้างด้านสังคม ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการร่วมกับฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดต่างๆ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ของมหาเถรสมาคม และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเป็นกรอบแนวทาง เพื่อวัดจะได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าของชาวบ้าน และรณรงค์ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่มาใช้ในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย

เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนในการแจ้งปัญหาความเดือดร้อน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมายศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด รับปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ผ่านสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567 เพื่อส่งต่อข้อมูลให้ ศจพ.ระดับต่างๆ ในพื้นที่ พร้อมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้พี่น้องประชาชนรับทราบช่องทางการแจ้งปัญหาความเดือดร้อนดังกล่าว

“ทั้งนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้กลไก ศจพ. และปัญหา อุปสรรค ให้กระทรวงทราบทุกเดือน รวมทั้งแจ้งส่วนราชการในพื้นที่รายงานผลการดำเนินงานการแก้ไขปัญหาความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้ต้นสังกัดในส่วนกลางเพื่อให้รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงได้รับทราบผลการดำเนินงานของกลไกในระดับพื้นที่ อันจะทำให้การขับเคลื่อนการดำเนินงานของ ศจพ.ในระดับพื้นที่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม บรรลุเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาความยากจน แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2565 ตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดต่อไป” ปลัดกระทรวงมหาดไทยเน้นย้ำ