รำลึก 5 ปี วิสามัญ ‘ชัยภูมิ ป่าแส’ อาจารย์มช.ชี้ เป็นหน้าที่คนที่ยังอยู่ สร้างโลกให้เท่าเทียม
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่บ้านกองผักปิ้ง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีการจัดงานรำลึก 5 ปี วิสามัญฆาตกรรมเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน จะอุ๊ ชัยภูมิ ป่าแส Daw naw ve aw ve Ve la pi-o (ด้อ น้อ เว อ่อ เวะ เวะ ลา ปิโอ๊) ดอกความคิดถึง จงเบ่งบาน เพื่อเป็นการรำลึกเหตุการณ์ 5 ปี วิสามัญฆาตกรรมเยาวชนนักปกป้องสิทธิมนุษยชน นายชัยภูมิ ป่าแส
ภายในงานมีกิจกรรมการแสดงดนตรี การเต้นแจโก่ การจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายและเรื่องราวการต่อสู้ของนายชัยภูมิและกลุ่มด้วยใจรักและการกล่าวคำรำลึกถึงนายชัยภูมิโดยครอบครัวและเพื่อนร่วมงานจากองค์กรต่างๆ ที่เคยร่วมงานกับชัยภูมิ โดยครอบครัวและผู้ร่วมงานได้ร่วมเดินทางไปยังหลุมศพของนายชัยภูมิ ป่าแส เพื่อวางดอกอ่อเวะ และร่วมขับร้องบทเพลงด้อ น้อ เว อ่อ เวะ เวะ ลา ปิโอ๊” (ให้ดอกความคิดถึงจงเบ่งบาน) ที่หน้าหลุมศพ

ทั้งนี้ น.ส.ยุพิน ซาจ๊ะ ผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากกลุ่มด้วยใจรักผู้ดูแลชัยภูมิ ป่าแส กล่าวว่า เราเรียกร้องความยุติธรรมให้กับนายชัยภูมิ เพื่อให้ได้รับการขอโทษจากทหาร เราเรียกร้องให้เปิดกล้องเพื่อพิสูจน์ความจริงที่เขากล่าวหาเราว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาพูด ในระยะเวลา 5 ปีที่พวกเราได้เรียกร้อง ระยะทางในการตามหาความยุติธรรมของเรานั้นมันแสนลำบากเหลือเกิน เราถูกคนอื่นกลั่นแกล้งทางกฎหมาย ได้รับการดูถูกเหยียดหยาม แต่เราก็ไม่เคยที่จะหมดหวังในการตามหาความยุติธรรมให้กับนายชัยภูมิ
“5 ปีที่จากกันความหวังที่นายชัยภูมิได้ฝากไว้ คือต้องการนำเด็กๆ ที่ติดยาออกจากความเป็นทาสแห่งยาเสพติด ต้องการให้เด็กที่ไม่เรียนหนังสือมีการศึกษา และได้ทำกิจกรรมและมีพื้นที่สร้างสรรค์ ซึ่งความฝันที่นายชัยภูมิได้ฝากไว้ยังไม่สำเร็จทั้งหมด เพราะเวลานี้เราขอตามหาความยุติธรรมให้นายชัยภูมิก่อน เมื่อได้รับความยุติธรรมแล้วเราจึงจะทำความฝันของนายชัยภูมิให้สำเร็จต่อไป” น.ส.ยุพิน กล่าว

ด้านนายสมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ผ่านมา 5 ปี เรื่องที่เกิดขึ้นกับนายชัยภูมิเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับคนหนุ่มสาวที่มุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นตนคิดว่าสิ่งที่พวกเราได้พยายามทำกันมา คือการเรียกร้องให้เกิดการรับผิดที่เกิดขึ้น แม้ว่าคำตัดสินที่เกิดขึ้นในศาลอาจจะดูเหมือนเราพ่ายแพ้ แต่ว่าการที่เราลุกขึ้นเรียกร้องและสู้ ตนคิดว่าทั้งในกระบวนการทางศาล และทางสังคมเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เราไม่ได้ปล่อยให้นายชัยภูมิต้องจากไปอย่างเงียบงัน แต่เราพยายามจะทำให้เรื่องราวนี้ถูกพูดถึง การต่อสู้ในชั้นศาลประสบความสำเร็จหรือไม่เป็นเรื่องอนาคต แต่เมื่อเราได้ลุกขึ้นพูดถึงเรื่องนี้และบอกว่ามันคือความไม่เป็นธรรม มันคือความอยุติธรรม นี่คือเสียงที่สำคัญ เป็นเสียงที่ร่วมสมัยกับความรู้สึกของคนจำนวนมากในสังคมนี้ ที่เราต้องการเห็นความเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ศาสนา ผิว สี อย่างไร
“ชัยภูมิจากไปแล้ว แต่พวกเรายังอยู่ เป็นภาระหน้าที่ เป็นงานของพวกเราที่จะต้องผลักดันสังคมนี้ ผมคิดว่าถ้าชัยภูมิยังอยู่เขาก็คงจะทำในสิ่งที่ทำให้โลกนี้เท่าเทียมกัน ทำให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น ดังนั้นถ้าเราคิดถึงชัยภูมิผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดเราต้องร่วมกันผลักดันให้สังคมนี้เป็นสังคมที่น่าอยู่อย่างสันติสำหรับทุกคน” ปรีชากล่าว



