สถานีคิดเลขที่ 12 : สืบทอดอำนาจ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน
เป็นที่วิเคราะห์วิจารณ์กันอื้ออึงว่า ในบัญชีรายชื่อผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ที่จะนำเสนอในศึกเลือกตั้งสมัยต่อไปที่ใกล้เข้ามาทุกที คงมีชื่อ “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ปรากฏอยู่อย่างแน่นอน เพียงแต่อาจจะใช้สูตรเดิมแบบหนที่แล้ว คือ เสนอครบโควต้า 3 ชื่อ โดยไม่พ้นคงมีอุ๊งอิ๊งเป็น 1 ใน 3
ความที่เป็นลูกสาวของ ทักษิณ ชินวัตร นับว่ามีทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในตัว
เสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงโจมตีก็มาทันทีว่า พรรคนี้เป็นพรรคของครอบครัวชินวัตร
แต่ในทางกลับกัน ในสถานการณ์ที่มีนายพลเอกเป็นผู้นำรัฐบาล และเศรษฐกิจถดถอยจนยังมองไม่เห็นโอกาสโงหัวได้
ประชาชนย่อมโหยหามือเศรษฐกิจ นักบริหารแก้สถานการณ์วิกฤต ผู้มีวิสัยทัศน์ระดับโลก
เท่ากับกระแสทักษิณเริ่มมาแรงอีก นี่น่าจะถือได้ว่าเป็นจุดแข็งของการเปิดตัวอุ๊งอิ๊ง
จึงต้องบอกว่าเป็นทั้งจุดอ่อนและจุดแข็ง
แต่อีกประเด็นที่นำมาใช้โจมตีคือ ประเด็นสืบทอดอำนาจ อุ๊งอิ๊งจะสืบทอดต่อจากทักษิณ ซึ่งประเด็นนี้น่าจะพลาด
เพราะอุ๊งอิ๊งลงสนามการเมืองตามครรลองประชาธิปไตย เสนอชื่อและบทบาทให้ชาวบ้านได้พิจารณา สุดท้ายตัดสินโดยมือของประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าคูหากาบัตรเลือกตั้ง
ไม่ได้มีอำนาจปืน มีอำนาจรถถัง ไม่ได้มีกลไก 250 ส.ว.มาล็อกเสียงโหวตนายกฯ
มองในแง่นี้ การสืบทอดอำนาจเป็นกระบวนการของอีกฝ่ายแน่ๆ
แต่ฝ่ายทักษิณ และต่อไปคือลูกสาวทักษิณนั้น มาตามวิถีการเลือกตั้ง ตัดสินใจโดยประชาชนส่วนใหญ่
ไม่ต่างจากตอนเลือกตั้งปี 2554 ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นำพรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งตอนนั้นก็โจมตีในประเด็นความเป็นน้องสาวทักษิณ บอกว่าทักษิณดูหมิ่นประชาชน เอาน้องสาวมานั่งเก้าอี้นายกฯแทน
โจมตีโดยลืมไปว่า ยิ่งลักษณ์ลงสนามเลือกตั้งแบบเต็มตัว ไปเดินหาเสียง ขึ้นเวทีปราศรัย แล้วคนก็แห่กันไปเลือกจนชนะท่วมท้น มาด้วยการเลือกตั้งโดยประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
แน่นอนว่าทักษิณเอง หรือยิ่งลักษณ์ ไม่ได้เป็นผู้วิเศษ มีจุดอ่อนจุดผิดพลาดมากมาย แต่จุดแข็งคือมาจากการเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชนส่วนใหญ่
ข้อโจมตีการสืบทอดอำนาจจึงเบาหวิว และจะย้อนกลับไปหาฝ่ายตัวเองมากกว่า
ไม่ต่างจากที่เคยโจมตีพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคเพื่อไทย ซึ่งได้รับเลือกตั้งแบบถล่มทลาย มี ส.ส.เข้าสภามากมาย
โดยมักจะกล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภา
เผด็จการนั้น ต้องมาด้วยปืน รถถัง ล้มกระดานประชาธิปไตย แต่ถ้าพรรคการเมืองได้ ส.ส.เข้ามามากเป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา มาจากความไว้วางใจของประชาชน ย่อมตรงกันข้ามกับเผด็จการ
อันที่จริงนักการเมืองหรือพรรคการเมืองต่างๆ ล้วนมีดีมีเสียกันคนละแบบ
มีขึ้นมีลงเป็นวงจรปกติธรรมดา มีการจับจ้องหาจุดอ่อนโจมตี เพื่อทำลายความนิยม เป็นกระบวนการที่ไม่ผิดกติกาอะไร
แต่การเอาข้อหา “สืบทอดอำนาจ” หรือ “เผด็จการรัฐสภา” มาโจมตีนักการเมือง หรือพรรคการเมืองที่เข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง มีประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้ตัดสิน
ถือเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เลื่อนลอยและผิดหลักอย่างสิ้นเชิง

