การประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯกทม.ของ นายสกลธี ภัททิยกุล มีความยอดเยี่ยมอย่างยิ่งอยู่แล้ว การจะประกาศลงสมัครรับเลือกตั้งของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ยิ่งจะยอดเยี่ยม
ไม่เพียงยอดเยี่ยมเพราะว่าแนวทางของ นายสกลธี ภัททิยะกุล คือ กทม. MORE เท่านั้น
หาแม้กระทั่งความตั้งใจของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ก็คือการเน้นย้ำอย่างจำหลักหนักแน่นว่า สิ่งที่ตนดำเนินการมาเป็นเวลาต่อเนื่องเป็นเวลา 5 ปีก็จะสานต่อและพัฒนาต่อไป
หากสิ่งที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เริ่มในฐานะผู้ว่าฯกทม.เป็น เรื่องดี หากสิ่งที่ นายสกลธี ภัททิยกุล เริ่มในฐานะรองผู้ว่าฯกทม.เป็นเรื่องดี ประโยชน์ย่อมตกแก่กทม.และชาวกทม.
ขณะเดียวกัน ในอีกด้านหนึ่ง การดำรงอยู่ในสถานะแห่งผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าจะมองจากมุมของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง หรือจากมุมของ นายกสลธี ภัททิยกุล ย่อมเป็นโจทย์เป็นตัวตั้ง
ทำให้ผู้สมัครคนอื่นไม่ว่าจะเป็น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่ว่าจะ เป็น นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ต้องทำ”การบ้าน”หนักยิ่งขึ้น
ยิ่งกว่านั้น การเสนอตัวของทั้ง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ นายสกลธี ภัททิยกุล เข้ามาเป็นผู้บริหารกทม.โดยผ่านกระบวนการของการเลือกตั้งยิ่งจะสร้างความศักดิ์สิทธิ์
ไม่เพียงเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของการเลือกตั้งอย่างเสรีและเป็น ธรรมอันอำนาจอยู่ที่การเลือกและตัดสินใจของชาวกทม.
หากที่สำคัญเป็นอย่างมากรากฐานการดำรงอยู่และการได้มาซึ่งอำนาจของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ นายสกลธี ภัททิยกุล ยังเป็นอำนาจจากกระบวนการรัฐประหารโดยมาตรา 44
การตัดสินใจของชาวกทม.ในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม จึงเป็นการตัดสินใจที่ทรงความหมายเป็นอย่างสูง
เนื่องจากวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 คือวันแห่งการรัฐประหาร
กระบวนการการต่อสู้ทางการเมืองโดยมีตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.เป็นเป้าหมาย จึงทรงความหมายเป็นอย่างสูง ไม่ว่าจะตั้งใจให้เป็นในวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2565 หรือไม่ก็ตาม
ที่สำคัญก็คือ การเสนอตัวของ”อัศวิน”และ”สกลธี”
เนื่องจากฐานที่มาทางการเมืองของ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง และ นายสกลธี ภัททิยกุล เป็นอย่างไรคนกทม.ย่อมประจักษ์แก่ใจ
ชัยชนะและพ่ายแพ้จึงขึ้นอยู่กับฐานแห่ง 22 พฤษภาคม 2557

