ในที่สุด การตัดสินใจเปิด “ปฏิบัติการพิเศษ” ทางทหารของ ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ในการส่งกำลังนับแสนบุกยูเครนเมื่อวันที่24 กุมภาพันธ์
ก็กลายเป็น “เส้นแบ่ง” อย่างสำคัญ
ไม่ว่าจะมองผ่านกระบวนการในทางประวัติศาสตร์ “การเมือง” ไม่ว่าจะมองผ่านกระบวนการในทางประวัติศาสตร์ “สงคราม”
บนฐานแห่งบทสรุป สงคราม คือ ความต่อเนื่องของการเมือง
สภาพการณ์อันเกิดขึ้นนับแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ ผ่านไปจากวันที่ 24 มีนาคม ก็ทำให้ได้คำตอบอันมีลักษณะพื้นฐานชุดหนึ่ง
ไม่ว่าจะมองจาก “ปูติน” ไม่ว่าจะมองจาก “เซเลนสกี”
คำตอบที่สำคัญ คือ การไม่สามารถบรรลุได้ตาม “เป้าหมาย” ที่กำหนดเอาไว้ และนำไปสู่ลักษณะ “ยืดเยื้อ”
นี่ย่อมเป็น “คำถาม” อันมากด้วยความแหลมคม
ต้องยอมรับว่าประธานาธิบดีปูตินกำหนดเป้าหมายของ “ปฏิบัติการพิเศษ” ทางการทหารของตนว่าจะต้องเรียบร้อยภายใน 3 วัน
นี่คือ ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นอย่างเป็นที่เปิดเผย
แม้จะดำรงอยู่ในทางความคิดของประธานาธิบดีปูติน แต่ก็สร้างความเชื่อมั่นเป็นอย่างสูงให้กับ “ดาวบริวาร” อย่างกว้างขวาง
ไม่ว่าใน “มอสโก” ไม่ว่าใน “กรุงเทพมหานคร”
เป็นความมั่นใจในความแข็งแกร่งของรัสเซีย เป็นความมั่นใจในความชอบธรรมของรัสเซียในการรุกเข้าไปยึดครองยูเครน
คล้ายกับจะเป็น “จุดแข็ง” แต่กลับกลายเป็น “จุดอ่อน”
เนื่องจากบทสรุปของรัสเซียไม่ตรงกับบทสรุปของยูเครน และด้วยพลังที่มีอยู่ของยูเครนกลับสำแดงลักษณะ
อันเป็น “กัมมันต์” ออกมาอย่างเด่นชัด
การแปรเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นใน “สงคราม”
เพียงยูเครนสามารถยืนหยัดต้านการเข้ามารุกรานและยึดครองอยู่ได้เกิน 3 วันก็เท่ากับเป็นการสร้างปาฏิหาริย์อย่างใหญ่หลวง
ตรงนี้จึงกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” อย่างสำคัญ
ไม่เพียงแต่เป็นจุดเปลี่ยนว่าด้วยพลังแห่งความรักชาติ การผนึกความคิดอย่างเป็นหนึ่งเดียวก็ก่อผลสะเทือนในทางรูปธรรมขึ้นได้
จึงพัฒนาเป็น “พลังต่อพลัง” ในหมู่ชาวยูเครน
ขณะเดียวกัน กระแสต้านในทางสากลก็ก่อเกิดเป็น “พันธมิตร” ในแนวร่วมขึ้นอย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
จากระดับ “ยุโรป” เป็นระดับ “โลก”
จึงไม่เพียงแต่กำลังในทาง “จิตใจ” ที่เทให้อย่างเข้มแข็ง หากแต่ได้รับการแปรเป็นกำลังในทาง “วัตถุ” ตามมา
กลายเป็น “สงครามทางเศรษฐกิจ” กลายเป็น “สงครามทางการเมือง”
บนพื้นฐานแห่งนิยามความเชื่อที่ว่า สงครามคือความต่อเนื่องในทางการเมือง เป็นการเมืองที่หลั่งเลือดเพื่อเอาชนะ
การต่อสู้ที่ “ยูเครน” ได้สร้างนวัตกรรมใหม่แห่ง “สงคราม”
การปิดล้อมต่อรัสเซีย การรุกกระหน่ำ ต่อประธานาธิบดีปูติน มิได้เห็นได้จากทางการลุกขึ้นด้วยอาวุธ หากเป็นในทางการเมือง ในทางเศรษฐกิจ
กลายเป็น “แนวรบ” อันกว้างใหญ่ไพศาลขึ้นโดยอัตโนมัติ

