‘ธีรัจชัย’ ไม่ฟันธง ฝ่ายไหนชนะโหวต ‘เบอร์บัตรเลือกตั้ง’ หวั่น มีนโยบายสั่งแนวทางลงมติ
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. (ฉบับที่…) พ.ศ…. ให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางการลงมติเรื่องบัตรเลือกตั้งเบอร์เดียวทั้งประเทศหรือคนละเบอร์ ว่า ตอนนี้กมธ.แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่าย ส.ว.และพรรคหลักรัฐบาลบางส่วน ที่เห็นด้วยกับบัตรคนละเบอร์ กับฝ่ายค้าน และรัฐบาลบางส่วนที่เห็นด้วยกับบัตรเบอร์เดียว แต่ฝ่ายที่อยากให้ใช้บัตรคนละเบอร์นั้น ยังไม่มีเหตุผลอื่น นอกจากเกรงว่า จะขัดรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งกรณีนี้สามารถแก้ไขด้วยการร่างให้ ส.ส.เขต สมัครแล้วยังไม่ได้เบอร์ แต่มาได้เบอร์ตอนมีการสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ แล้ว ส่วนพรรคที่ไม่ส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อ ก็ใช้เบอร์ของผู้สมัคร ส.ส.เขต
“การร่างกฎหมายควรทำให้ประชาชนไม่เข้าใจผิด ถ้าใช้คนละเบอร์อาจจะเข้าใจผิดไปกาเบอร์อื่นได้ ซึ่งสร้างความสับสนไม่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตย ดังนั้น ผมอยากเรียกร้องไปยังฝ่ายที่เห็นว่าจะใช้คนละเบอร์ ได้โปรดเคารพเจตจำนงของประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าใจง่ายดีกว่า” นายธีรัจชัย กล่าว
นายธีรัจชัย กล่าวต่อว่า ตนยังไม่อยากฟันธงว่า ฝ่ายไหนจะชนะ และไม่ขอบอกว่า เป็นพรรครัฐบาลไหนที่เห็นด้วยกับบัตรเบอร์เดียว แต่มีอยู่ชัดเจน ทั้งนี้ ตนเกรงว่า จะมีนโยบายมาว่า จะให้เลือกแนวทางนี้ ตนไม่อยากให้เป็นแบบนั้น แต่อยากให้ใช้เหตุผลในการยุติ เนื่องจากเราเคยผ่านประสบการณ์นั้นมา ไม่ว่าจะอภิปรายดีหรือมีเหตุผลดีอย่างไร แต่พอถึงเวลาก็โหวตไปอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอีกในการพิจารณากฎหมายสำคัญ
นายธีรัจชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับการลงมติร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ประเด็นการกำหนดคุณสมบัติ และลักษณะต้องห้ามของผู้ร่วมจัดตั้งพรรค ในวันที่ 31 มีนาคมนั้น มีอยู่ 4 เรื่อง คือ 1.จำนวนคนที่จะก่อตั้ง กฎหมายเดิมระบุว่าต้องมีจำนวน 500 คนขึ้นไป ซึ่งบางฝ่ายมองว่าจำนวนคนมากเกินไป ทำให้พรรคการเมืองเกิดขึ้นได้ยาก ถ้าลดลงมาเหลือแค่ 100 จะดีกว่าหรือไม่ แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่ากรณีเช่นนี้จะขัดต่อหลักการ เนื่องจากร่างของนายอนันต์ ผลอำนวย ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานกมธ. ที่เสนอมาแก้แต่มาตรา ไม่ได้ระบุประเด็นนี้ไว้ชัดเจน แต่ส่วนตัวเห็นว่าสามารถแก้ได้เพราะอยู่ในมาตราเดียวกัน ไม่ขัดหลักการ
นายธีรัจชัย กล่าวต่อว่า 2.เรื่องอายุผู้ก่อตั้ง กฎหมายเดิมกำหนดว่าต้องอายุ 20 ปี แต่ตนเสนอว่าเป็น 18 ปีได้หรือไม่ เพราะคือผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่มีผู้โต้แย้งว่าอายุ 18 ปี ยังไม่บรรลุนิติภาวะจะทำให้ไม่สามารถรู้อะไรได้ แต่ตนก็เรียนว่ากฎหมายระบุอายุ 20 ปี มีมาเกือบร้อยปีแล้ว แต่เด็กยุคนี้ดูข่าวสารได้ทั่วโลก ฉลาดกว่า สามารถโต้แย้งทางการเมืองโดยผู้ใหญ่หลายคนไม่สามารถโต้แย้งได้ ควรจะให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม 3.เรื่องคุณสมบัติต้องห้าม ตามมาตรา 96 และ98 มีข้อห้ามมากมายเหมือนผู้สมัคร ส.ส. เราเห็นว่าควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของพรรคการเมือง เพราะถ้านำคนคุณสมบัติไม่ดีเข้ามา ประชาชนก็ไม่เลือก พรรคก็จะตายเอง ทั้งนี้ ยังมีการโต้เถียงและยังไม่ยุติประเด็นนี้
นายธีรัจชัย กล่าวด้วยว่า และ 4.เรื่องเงินทุนประเดิม แต่เดิมระบุว่าต้องมีไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท แต่ตนค้านว่าควรจะตัดออกไป เพราะไม่ใช่ทุกคนจะมีเงิน จะใช้เงินเป็นตัวตั้งปิดกั้นสิทธิในการตั้งพรรคการเมืองหรือ ส่วนแนวโน้มการลงมติเรื่องนี้นั้นยังไม่ได้ประเมิน แต่มีการอภิปรายที่หลากหลาย และต้องขอชมเชยนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกมธ. ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอภิปรายมากจริงๆ

