งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 50 กลับมาดำเนินกิจกรรมในลักษณะอีเวนต์ออนกราวด์อีกครั้ง หลังจากต้องห่างหายไปพักใหญ่ เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19
โดยงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติคราวนี้จะจัดขึ้นที่สถานีกลางบางซื่อ ระหว่างวันที่26 มีนาคม ถึง 6 เมษายน
ในงานนี้ สำนักพิมพ์มติชนจัดพิมพ์หนังสือออกใหม่น่าสนใจอยู่หลายเล่ม
หนึ่งในนั้นคือหนังสือ “ก่อร่างเป็นบางกอก” ซึ่ง “ยุกติ มุกดาวิจิตร” แปลจากหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ “Siamese Melting Pot” ของ Edward Van Roy
แม้หมวดหมู่ของงานเขียนชิ้นนี้น่าจะถูกจัดประเภทให้เป็นหนังสือแนว “มานุษยวิทยา-ประวัติศาสตร์” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองร่วมสมัยโดยตรง และมิได้พูดถึงกรุงเทพมหานครยุคปัจจุบันเสียทีเดียว
แต่นี่ก็เป็นหนังสืออีกเล่มที่น่าหยิบมาอ่านมากๆ ในบริบทที่กำลังจะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. เป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ ท่ามกลางตัวเลือกผู้สมัครที่มาจากหลากกลุ่มหลายพรรค
ตามความเข้าใจส่วนตัว แนวคิดหลักๆ ของหนังสือ “ก่อร่างเป็นบางกอก” คือการพยายามเสนอว่า “เมืองบางกอก” ยุคต้นรัตนโกสินทร์ นั้นถูกจัดระเบียบด้วยองค์ความรู้แบบโบราณบางประการ
“บางกอก” จึงเป็น (ผัง) เมืองที่มีลำดับชั้น และเป็น “แหล่งอ้างอิงทางจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งถูกกำกับไว้ด้วยวิธีคิดเรื่องจักรวาลวิทยาแบบพราหมณ์
ทว่า ในขณะเดียวกัน เมืองหลวงแห่งนี้ก็เปิดพื้นที่ให้แก่การมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ (พหุชาติพันธุ์) ผ่านการปกครองผู้คน/ชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ ในลักษณะ “เพิกเฉยยอมตาม”
จุดเปลี่ยนผ่านสำคัญมาเกิดขึ้นเมื่อสยามกลายเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่มีการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง พร้อมๆ กับการพัฒนา-ปฏิรูปประเทศให้มีความทันสมัยมุ่งเน้นความเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมทั้งมีแนวคิดแบบใหม่ในการจัดวางผังเมือง/ขยับขยายตัวเมืองและการจัดการพื้นที่สาธารณะ
น่าสนใจว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลให้ “บางกอก” หรือ “กรุงเทพฯ” ถูก “ทำให้เป็นไทย” หรือมีลักษณะ “หลอมรวมทางชาติพันธุ์” มากขึ้น ขณะที่ความเป็น “พหุชาติพันธุ์” กลับค่อยๆ จางหายไป
ถ้าจะลองคิดและตั้งคำถามต่อจากหนังสือ “ก่อร่างเป็นบางกอก”
สิ่งแรกที่น่าขบคิดกันก็คือ ถัดจากสองยุคสมัยข้างต้น “กรุงเทพฯ” ที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ ยังถูกก่อรูป-แปลงร่างด้วยพลวัตสำคัญๆ ในยุคสมัยอื่นใดอีกหรือไม่?
ประการต่อมา “กรุงเทพฯ” ณ ปัจจุบัน ที่แลดูยุ่งเหยิงวุ่นวายไร้ระเบียบนั้น แท้จริงถูกกำกับ-กำหนดด้วยระบบวิธีคิดแบบใด? อย่างไร?
หรือถ้าหากจะลองโยนหนังสือเล่มนี้เข้าไปในบริบทการแข่งขันของสนามเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (รวมถึงการเลือกตั้งสมาชิกสภา กทม.) ก็น่าตั้งคำถามว่า “นักการเมืองท้องถิ่น” ที่กำลังอาสามาบริหารมหานครแห่งนี้ มี “จินตนาการใหม่ๆ” เกี่ยวกับกรุงเทพฯ อย่างไรบ้าง?
และแคนดิเดตผู้ว่าฯ ที่ดูจะมีภูมิหลัง-แนวคิด-นโยบายที่หลายหลากอยู่พอสมควร จะสามารถฟื้นคืนชีวิตชีวาและความหลากหลาย (ที่หายไป) ให้แก่ “กรุงเทพฯ/บางกอก” ได้มากน้อยเพียงใด?

